วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันสบาย ๆ กับโตเกียว



หลังจากตรากตรำร่างกายมาตลอด 1 อาทิตย์ก็ได้เวลาพักกันแล้วครับ วันนี้ให้พ่อกับแม่ตี่นสายหน่อย เพราะเหนื่อยมาตลอดแล้ว เราเริ่มเดินทางออกจากโยโกฮามะประมาณ 10 โมงเช้า เดินไปถึงสถานีโยโกฮามะ พบกับโชว์รูมรถนิสสัน ก็แวะเข้าชมสักหน่อย วันนี้ไม่มีโปรแกรมอะไรอยู่แล้วครับ ในโชว์รูมมีรถรุ่มใหม่เยอะมาก มีทั้งที่เข้าและไม่เข้าไทย แต่ที่สะดุดตาผมคงเป็นหุ่นที่นำเอาชิ้นส่วนรถยนต์มาประกอบเป็นหุ่นสีน้ำเงินสวยดีครับ


ส่วนพ่อกับแม่ก็ไปถ่ายภาพกับรถต่าง ๆ ของนิสสัน ยอมรับครับว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดวางสิ่งต่าง ๆ ให้ดูน่าสนใจ แม้แต่โชว์รูมรถที่บ้านเราดูแล้วก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่ที่ญี่ปุ่นทั้งการจัดวาง และการให้แสงต่าง ๆ ชักชวนดึงดูดในสนใจมาก ๆ หลังจากเก็บภาพสักพักดูนาฬิกาก็เกือบ 11 โมงแล้ว เราเลยออกเดินทางกันต่อ แต่ก่อนเดินทางก็ต้องเติมท้องให้อิ่มก่อน อาหารกลางวันเราฝากท้องไว้กับร้านซูชิสายพาน "มาวาชิซูชี( Mawashisushi )" ร้านขึ้นชื่อของเมืองโยโกฮามะ ถ้าเป็นในโตเกียวก็คงเป็น "มิโตริ(Midori)" แต่ที่โยโกฮามะต้องร้านนี้เลยครับ ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 11 ของอาคารโยโกฮามะสกาย จะเป็นอาคารที่อยู่ก่อนจะถึงตัวสถานีโยโกฮามะครับ(อย่าสับสนกับสถานีชินโยโกฮามะนะครับ ถ้าไปชินโยโกฮามะ จะเจอกับราเมนมิวเซียม ไม่เจอร้านนี้ครับ) เมื่อขึ้นไปถึงชั้น 11 ออกจากลิฟต์มาจะเจอร้านครับ หาไม่ยากครับ ราคาไม่ถือว่าแพง รสชาติดี




พ่อแม่ทานกันได้อย่างอร่อยเลยครับ มีทั้งแบบโต๊ะและหน้าเคาเตอร์ เลือกกันตามสบายเลยครับ แต่ถ้าไปช่วงเวลาที่คนออกมาทานกันอาจจะรอนานหน่อย แนะนำช่วงประมาณ 10-11 โมงกำลังเหมาะครับ หลังจากท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเข้าเมืองกันครับ วันนี้จะเดินแค่เพียงย่านอุเอโนะกับชิบุยะเท่านั้นครับ


ย่านอุเอโนะ เราเดินทะลุถนนอะเมะโยโกะไปเรื่อย ๆ จนสุดถนน เลี้ยวซ้ายไปจนเจอสตาร์บัค ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปคือที่หมายแรกของเรา "ตึกม่วง ทาเคะยะกรุ๊ป" ครับ มี 8 ตึกด้วยด้วยกัน แต่ละตึกขายของต่างกัน มีทั้งตึกขนม ตึกเครื่องใช้ไฟฟ้า ตึกเครื่องเรือน ตึกเครื่องแต่งกายชาย ตึกเครื่องแต่งกายหญิง ฯลฯ ที่สำคัญด้านหน้าตึกจะมีโบรชัวร์แนะนำเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่าเป็นตึกที่ได้รับความนิยมสำหรับคนไทยประมาณหนึ่งครับ และถ้าซื้อของครบ 5000 เยน สามารถนำใบเสร็จทำ TAX Refund



หรือขอคืนภาษีได้ด้วยครับ เราใช้เวลาที่นี่จนถึงประมาณ 6 โมงเย็น ก็เดินทางไปต่อที่ชิบุยะ ที่นี่ผมพาพ่อกับแม่มาดูคนข้ามถนนครับ เป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจชาวต่างชาติทุกชาติที่ได้มาครับ เวลาที่ไฟยังเขียวอยู่เราจะไม่พบคนเลย แต่พอไฟแดงปั๊บคนมาจากไหนไม่รู้ครับ ข้ามกันให้ขวักไขว่ไปหมด ถึงขนาดที่มีรายการต่างชาติมาถ่ายทำด้วย และถ้ามาถึงชิบุยะแล้วไม่แวะไปถ่ายรูปกับฮาจิโกะ สุนัขยอดกตัญญูก็คงจะถือว่ามาไม่ถึง หลังจากถ่ายภาพแล้วก็ข้ามไปฝั่งตรงข้ามไปหาอะไรทานกัน

ก็จบที่ราเมงครับ รสชาติดี แต่ออกจะติดเค็มไปนิดนึง แต่ถ้าทานกับชาก็จะกลบรสเค็มที่ติดลิ้นไปได้ เมื่อทานเสร็จก็เป็นอันจบวันนี้ เดินทางกลับโยโกะฮามะ พรุ่งนี้ไป Yokohama Sea Paradise กัน

เมืองร้อยเกาะ Matsushima

วันนี้มีโปรแกรมเพียงแค่ไปเมืองมัตสึชิมะ แล้วก็กลับมารับกระเป๋าที่โรงแรม รับกระเป๋าที่ลอคเกอร์ แล้วก็เดินทางกลับโยโกฮามะ ออกเดินทางจากเซนไดประมาณ 8 โมง ถ่ายภาพถนนคนเดินแถวโรงแรม แล้วค่อยไปสถานีเซนไดเพื่อเดินทางไปมัตสึชิมะ

การเดินทางจากเซนไดไปมัตสึชิมะ นั้นไม่ยากครับ ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงจากสถานีเซนได ไปสถานีมัตสึชิมะไคงัน(Matsushima Kaigan station) เมื่อมาถึงหากต้องการนั่งเรือชมเกาะต่าง ๆ ในอ่าวก็ซึื้อตั๋วมาจากห้องจำหน่ายตั๋วที่สถานีครับประมาณ 1400 เยน

เดินจากสถานีขึ้นไปทางอ่าวมะสึชิมะประมาณ 10 นาที เดินไปชมร้านค้าบ้านเมืองไปเพลิน ๆ ครับ พอมาถึงอ่าวมะสึชิมะแล้ว หรืออาจจะแวะถ่ายภาพบริเวณนั้นก็ได้ครับ เรือมีเป็นรอบ ๆ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง รอบแรก 9 นาฬิกา รอบสุดท้ายเวลา 16 นาฬิกา ที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้คือมีฟรีไวไฟให้นักท่องเที่ยวใช้ด้วยครับ



โดยสามารถรับได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วเรือครับ แต่ความเร็วอาจจะไม่มากมายอะไรนัก ใช้สำหรับหาข้อมูลต่าง ๆ ได้ครับ หรือหากต้องการจะเดินชมร้านค้าและถ่ายภาพก่อนก็ได้ แต่ผมแนะนำให้ล่องเรือก่อนดีกว่าครับ ในการล่องเรือนั้นจะมีการบรรยายว่าเกาะไหนคืออะไร รูปร่างเป็นอย่างไร


ซึ่งบางเกาะก็มีศาลเจ้าอยู่ด้วย แต่การบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่นครับ ไม่มีภาษาอังกฤษ เมื่อซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปขึ้นเรือด้านหลังได้เลยครับ พอคนพร้อม เรือพร้อม ออกจากท่าปั๊บ นกนางนวลก็พร้อมครับ มันจะมีกลุ่มนำบินตามเรือมาระยะหนึ่ง แล้วจะมีฝูงบินตามมาสมทบ หล้งจากนี้ก็จะแทบไม่มีใครสนใจการบรรยายแล้วครับ จะมีแต่คนสนใจนกนางนวล จะมีการจำหน่ายฮานามิไว้ป้อนนกนางนวลด้วย ถ้ามีเด็ก ๆ มาด้วย จะเห็นเด็ก ๆ วิ่งวนซื้อฮานามิป้อนนกนางนวลกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่ผมเองยังสนุกไปด้วยเลย เวลาที่เราป้อนจนอาหารหมด ไม่ว่าจะเด็กหรือคนญี่ปุ่นจะยื่นขนมมาให้เราป้อนด้วย เป็นมิตรภาพที่ดีเลยนะครับ




 หลังจากเล่นกับนกประมาณ 1 ชั่วโมง เรือก็เทียบท่า เป็นอันจบการล่องเรือ ก็ได้เวลาเก็บภาพริมฝั่งกัน








โดยเดินเลียบอ่าวไปเรื่อย ๆ จะมีจุดถ่ายภาพต่าง ๆ ให้เราได้เก็บภาพกัน จนถึงร้านค้าที่สุดอ่าว จะมีสะพานแดงเชื่อมกับเกาะ ๆ หนึ่งอยู่ เข้าไปในร้านนั่งจิบกาแฟ หากหิวจะทานอาหารกลางวันก็มีครับ หรือจะข้ามสะพานไปเก็บภาพบนเกาะ ก็จะได้ภาพที่สวยไปอีกแบบครับ ค่าข้ามสะพานประมาณ 200 เยน จ่ายที่ตู้คูปองในร้านได้เลยครับ


















หลังจากเก็บภาพบนเกาะแล้วก็ได้เวลากลับ แต่ก่อนกลับต้องไม่ลืมชิกลูกชิ้นปลาซาซาคามะโบโกะ ลูกชิ้นปลาขึ้นชื่อของเมืองมัตสึชิมะที่ทำเป็นรูปใบไม้ จำหน่ายเป็นไม้ครับ ไม้ละประมาณ 200 เยน มีทั้งร้านแบบเตาถ่านและเตาความร้อน และที่ขาดไม่ได้คือไอศกรีมถั่วแระครับ เขานำถั่วแระมาบดแล้วก็นำน้ำถั่วแระไปผสมในนมที่นำมาทำเป็นไอศกรีม ได้รสชาติที่ถั่วแระมากเลยครับ หลังจากทานทั้ง 2 อย่างแล้ว เดินมาเรื่อย ๆ ถึงสถานีมัตสึชิมะไคงัน ก็ลองส่องหาของขนมและของหวานดูครับ


อาจจะเจอขนมอะไรแปลก ๆ ก็ได้ครับ ผมเดินทางกลับถึงเซนไดประมาณ 4 โมงเย็น ให้พ่อกับแม่รอที่สถานีส่วนตัวผมกับพี่สาวไปรับกระเป๋าจากโรงแรม พอกลับมาถึงสถานีบอกแม่ว่าได้รถประมาณ 6 โมงเย็น แม่บอกงั้นให้หาเสบียงไปเลย เพราะกว่าจะถึงโยโกฮามะก็เกือบ 3 ทุ่ม เดินไปมาก็พบกับขนมชนิดนึง





มองด้านนอกจะคล้าย ๆ กับขนมเปี๊ยะ แต่ไส้แทนทีจะเป็นไข่แดง กลับเป็นเกาลัดครับ เป็นขนมไส้เกาลัด รสชาติอร่อยดี ทานแล้วไม่มันด้วย ถ้ามีโอกาสแวะไป ผมว่าเป็นของฝากที่น่าสนใจครับ เพราะที่โตเกียวก็ไม่มี น่าจะเป็นของดีประจำภูมิภาคนี้อีกอย่างนึงนอกจากลูกชิ้นปลาซาซาคามะโบโกะและผลิตภัณฑ์จากแอปเปิ้ล





เมื่อได้ของครบแล้ว ก็ไปนำกระเป๋าออกจากตู้ลอคเกอร์แล้วก็เดินทางกันเลย เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนานเพราะเหนื่อยกันพอสมควรครับ แต่ก็สนุกดี ถ้ามีโอกาสเหมาะ ผมว่าจะแวะมาเจาะภูมิภาคนี้อีกที เมื่อเดินทางถึงโยโกฮามะก็ 3 ทุ่มแล้ว เดินทางถึงที่พักก็เกือบ 3 ทุ่มครึ่ง ถึงที่พักก็อาบน้ำนอนกันเลยครับ วันพรุ่งนี้เป็นวันรีแลกซ์ มีแค่เข้าโตเกียวไปซื้อของนิดหน่อยเท่านั้น