วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

四季彩の丘 ชิกิไซโนะโอกะ

四季彩の丘 Shikisai no Oka

คำว่า 四季彩の丘 นั้น ถ้าแปลตามคำแล้ว 四季(ชิกิ) แปลว่า ฤดูทั้ง 4 彩(ไซ) แปลว่าสีสัน の丘(โนะโอกะ) แปลว่า แห่งขุนเขา นั่นแปลว่าที่แห่งนี้เป็นที่ซึ่งน่าจะมีกิจกรรมตลอดทั้ง 4 ฤดู การเข้ามาที่นี่สามารถมาได้ทั้งขับรถมาเอง
มารถบัส และมาแบบ 1 day trip โดยที่

- ในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง(ปลายเมษาถึงปลายตุลาคม)นั้นจะเป็นสวนดอกไม้ ซึ่งไม่มีการเก็บค่าเข้าชม แต่จะมีตู้รับบริจาค เพื่อเป็นการดูและรักษาให้ดอกไม้อยู่ได้จนจบหน้าเทศกาล สวนนี้มีดอกไม้หลากหลายชนิดด้วยกัน เช่น ทานตะวัน ลาเวนเดอร์ ทิวลิป ฯลฯ
ด้านหน้าของทางเข้าจะมีร้านขายของฝากให้เลือกซื้อกันติดไม้ติดมือกลับไปด้วย หากใคหิวก็มีร้านอาหาร 2 ชั้นให้บริการ เรียกว่ามาที่นี่ได้ทั้งภาพสวย ๆ และอิ่มท้องกลับไปด้วย เมื่อเข้ามาเราได้รับการต้อนรับจากตุ๊กตาหุ่นฟาง โรลคุง และโรลจัง(โรลจัง ไม่ได้ถ่ายมาครับ) หลังจากโรลคุงก็จะเป็นแปลงดอกไม้นานาพันธ์ครับ มีกิจกรรมหลายอย่างเช่น ขี่รถ ATV รถไฟชมฟาร์ม หรือฟาร์มเลี้ยง Alpaca
ก็มี ซึ่งในส่วนของกิจกรรมเหล่านี้ เสียค่าเข้าชมและค่ากิจกรรมครับ ที่แห่งนี้เป็นลานกว้างและมีวิวของภูเขาเป็นฉากหลัง จึงมักได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวและทัวร์ต่าง ๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย และยังเป็นที่ซึ่งคู่แต่งงานมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกันด้วย(มีพรีเวดดิ้งแล้วมีโพสต์เวดดิ้งไหมหว่า)












 

- ในฤดูหนาว(ต้นธันวาคมถึงต้นเมษายน)นั้น พื้นที่ในแถบนี้จะเป็นลานหิมะกว่าง ๆ ใช้สำหรับเล่นสกีและมีสกีโมบิลให้เช่าขับด้วย

 

เสร็จจากที่นี่ก็ประมาณ 4 โมงเย็น ได้เวลากลับไปทานอาหารเย็นพอดีครับ สำหรับอาหารเย็นวันนี้เป็นอะไรหนอ ^_^







 

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Nakafurano Hokusei Ski Area

Nakafurano Hokusei Ski Area


ชื่อเหมือนลานสกี ใช่ครับที่นี่คือลานสกีในฤดูหนาว แต่พอถึงฤดูร้อนหน้าดอกไม้ เขาจะทำให้ที่นี่กลายเป็นเนินดอกไม้ สังเกตุง่าย ๆ ครับ เขาจะปลูกตอกไม้เป็นคำว่า 「なかふらの」(Nakafurano) นากะฟุราโนะ 

ที่เห็นเด่นมาแต่ไกลครับ ผมเลือกที่นี่เพราะอยู่ใกล้ฟาร์มโทมิตะ และมีอยู่ในโบรชัวร์ท่องฟุราโนะด้วย เมื่อมาถึงที่นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เลยคิดว่าทานอาหารกลางวันกันที่นี่แล้วกัน ร้านอาหารที่นี่จะมีเมนูไม่มาก มีเพียงแค่อุด้งกับของทอดอีกไม่กี่อย่าง ถ้าใครเกรงว่าจะไม่ถูกใจก็แนะนำให้ติดอาหารมาด้วยนะครับ ที่นี่เป็นเนินดอกไม้ที่ดูแล้วอาจจะไม่ใหญ่เท่าโทมิตะ แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาได้ไม่น้อย ด้วยความที่เขาใช้กระเช้าสำหรับขนสกีมาใช้ในการรับส่งนักท่องเที่ยว(แน่นอนว่าค่าขึ้นกระเช้าเสียเงินครับ)

 สามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นขาเดียวหรือว่าไปกลับ ถ้าใครคิดว่าจะขึ้นอย่างเดียว ขากลับเดินลงมาก็ซื้อเฉพาะขาขึ้น ถ้าใครคิดว่าไม่เอาละ ฉันจะเดินขึ้น ก็เดินขึ้นไปแล้วซื้อขาลงจากห้องจำหน่ายตั๋วด้านบนได้เลยครับ ด้วยความที่เนินนี้ใช้สำหรับเล่นสกีในฤดูหนาว และไม่มีต้นไม้บดบังทัศนียภาพทำให้สามารถเห็นภาพมุมสูงได้มากกว่ากว่าฟาร์มอื่นในแถบนี้ ลองชมดูนะครับว่าถูกใจกันรึเปล่า เสร็จจากที่นี่ผมเดินทางไปอีกที่หนึ่งซึ่งมีความสวยไม่แพ้กับโทมิตะฟาร์มหรือที่นี่ครับ นั่นคือ 四季彩の丘 Shiki sai no oka















 

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Tomita Farm(โทมิตะ ฟาร์ม)

18 July 2013 โทมิตะ ฟาร์ม

วันนี้ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อพาที่บ้านไปถ่ายภาพโทมิตะฟาร์มยามเช้า ถ้าถ่ายตอนสาย จะพบกับมหาชนคนท่องเที่ยว แล้วจะทำให้ไม่สามารถเก็บภาพยามเช้าที่ไม่มีใครเลยได้ เมื่อมาถึงเป็นไปอย่างที่คาดครับ ไม่มีคนเลย สามารถเก็บภาพได้มาก และด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นลาเวนเดอร์สีฟ้าอมม่วง ทำให้ได้ความรู้สึกที่สดชื่นด้วย





หลังจากเก็บภาพได้สักระยะ พี่สาวบอกให้กลับที่พัก เนื่องจากทางที่พักจะเสิร์ฟอาหารเช้าในเวลาประมาณ 7.30 น. และอาหารเย็นตอน 18.30 น. และจะเก็บในเวลาประมาณ 8 โมง ถ้าเราไม่รับให้บอกเขาล่วงหน้าด้วยนะครับ เพื่อที่เขาจะได้ไม่เตรียมวัตถุดิบ(ญี่ปุ่นถือเรื่องมารยาทเป็นสำคัญนะครับ^_^)


หลังจากที่ทานอาหารอิ่มและอร่อยไปเรียบร้อย ผมย้อนกลับไปที่โทมิตะฟาร์มอีกครั้งเพื่อเยี่ยมชมฟาร์อย่างเต็มรูปแบบ

การเดินทางมาที่โทมิตะฟาร์มนี้ไม่จำเป็นต้องเช่ารถขับมาก็ได้ครับ สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟสาย Lavender Expess จากซัปโปโระมาที่ฟุราโนะ แล้วลงที่สถานี Lavender Batake แล้วเดินขึ้นมาที่ฟาร์มได้เลย แต่ถ้ามาด้วยวิธีนี้จะชมสวนได้ไม่มาก บางสวนที่สวย ๆ ก็ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ด้วยรถไฟครับ

และยังสามารถมาได้ด้วย Day trip ที่สามารถสอบถามได้ที่ทัวริสอินฟอร์เมชั่นของสถานีอะซาฮิกาวะ สำหรับ Day Trip นั้นจะเป็นแบบไปเช้า เย็นกลับ ซึ่งทั้ง 2 วิธีไม่เหมาะกับการพาผู้ใหญ่มาเที่ยวด้วย เพราะจะทำให้ท่านลำบากในการเดินทางและขึ้นลงรถครับ  เอาล่ะครับ กลับมาที่ฟาร์มกันต่อ ไม่น่าเชื่อครับว่าผมกลับไปทานอาหารแล้วย้อนกลับมา เวลาผ่านไปเพียงแค่ 40 นาทีโดยประมาณจะมีนักท่องเที่ยวมาเยอะมาก ช่องจอดรถบัสเต็มทุกช่องครับ ลานจอดรถก็เต็มชนิดที่เรียกว่าหาที่จอดค่อนข้างลำบาก ที่นี่ผมพบว่าผู้สูงอายุวัยเกษียรของญี่ปุ่นมักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม แล้วสบายกล้อง DSLR แบบต่าง ๆ นัดกันมาเก็บภาพสวย ๆ ทั้งสอนเทคนิคการถ่าย บางคนไม่ใช่แค่สะพายกล้องเท่านั้น ทั้งเลนส์เองก็ยังสะพาย บางอันนี้ใหญ่มาก ชนิดที่ว่า ซูมหัวสิวกันยังได้เลย

 

ฟาร์มที่เปิดให้เข้าชมในฟุราโนะนั้น ส่วนใหญ่จะไม่เก็บค่าเข้าชมครับ อาจจะมีการเก็บค่าอุปกรณ์เช่น ค่ากระเช้าขึ้นชมวิวจากมุมสูงสุดของฟาร์ม เป็นต้น หรือบางแห่งอาจจะใช้ลักษณะขอรับเงินบริจาคเพื่อดูและรักษาสถานที่ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าจะเที่ยวในฟาร์มหรือในสวนแสดงดอกไม้ ห้ามเข้า ไปในเขตดอกไม้ ม่ว่าจะมีเส้นกั้นหรือไม่ก็ตาม เพราะเขาได้จัดทำช่องทางเดินชมไว้ให้แล้ว ผมเจอมาเยอะเลยครับในวันนี้ ที่นักท่องเที่ยวชาวไทย เดินเข้าไปถ่ายกัน ท่ามกลางดอกไม้ จนโดนคนญี่ปุ่นตำหนิ หลายคนอาจจะคิดว่า ไม่เป็นไร เขาไม่รู้หรอกว่าเรามาจากไหน เขาดูจากการแต่งตัว ท่าทางและมารยาท เขาก็ทราบแล้วล่ะครับว่าเรามาจากไหน สำหรับที่โทมิตะฟาร์มนั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวนิยมไปมาก เนื่องจากที่นี่จะนำดอกไม้ที่ปลูกมาทำเป็นหัวเชื้อน้ำหอม กลิ่นต่าง ๆ แต่จากภาพของฟาร์มที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ นอกจากจะทำหัวเชื้่อน้ำหอมแล้ว ที่นี่ยังมีร้านอาหารและร้านของฝาก ที่ล้วนแต่มีส่วนผสมของลาเวนเดอร์มากมาย เช่น ไอศครีมลาเวนเดอร์
ไอศครีมที่กลิ่นหอมและเย็นของดอกลาเวนเดอร์ เจลลี่ลาเวนเดอร์
น้ำลาเวนเดอร์ใส ๆ หยุ่น ๆ และเย็นชื่นใจ ลาเวนเดอร์โซดา(เวลาเปิดหันไปทางที่ไมมีคนนะครับ มันจะพุ่ง)
รสชาติหวาน ๆ มีกลิ่นหอม ๆ ของดอกลาเวนเดอร์ที่มาพร้อมกับความซ่า ของน้ำโซดา(ส่งลิงค์ไปเรียกเก็บค่าโฆษณาซะดีมั๊งเรา)เยอะแยะเลยครับ ทั้งยังมีเมล็ดลาเวนเดอร์ กาละบูรลาเวนเดอร์
และลาเวนเดอร์อีกหลายอย่าง เรียกว่าขนมาแทบทุกอย่างที่ใส่กลิ่นและส่วนประกอบลาเวนเดอร์ได้ครับ ไม่ใช่แค่นั้น ฟาร์มนี้ยังมีผลไม้ที่มีรสชาติหวานฉ่ำชื่นใจอย่างเมลอน และในร้านค้าด้านหน้ายังมีการนำเมลอนมาทำขนมให้ได้เลือกชิมเลือกซื้อกันอย่างมากมาย เพื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของฟาร์ม มาชมภาพกันเลยดีกว่านะครับ เสร็จจากที่นี่จะไปต่ออีกที่นึง