วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

ข้ามหุบเขา สู่โทยามะ

18 พฤษภาคม 2558

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบ ๆ ออกไปหา ซื้อของขวัญให้เธอสักหน่อย ไม่ใช่ละ วันนี้ออกเดินทางจากโรงแรมแต่เช้าครับประมาณ 6 โมง เพราะต้องเดินทางไปเจแปนแอลป์ ชมกำแพงน้ำแข็ง แต่จากมัตสึโมโตะต้องขึ้นรถไฟไปยัง


Shinano-Omachi(ชินาโนะ โอมาจิ) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่การเดินทางค่อนข้างทุลักทุเลสักนิดเพราะต้องลากกระเป๋าเดินทางไปกันด้วย เนื่องจากวันนี้จะข้ามเขาไปพักกันที่Toyama(โทยามะ) เมืองหลวงของเขตนี้ หลังจากที่นั่งชมวิว กึ่งหลับกึ่งตื่นกันมานาน ก็ถึงชินาโนะโอมาจิ แต่จะลากกระเป๋าข้ามเขารึ ไม่มีทางครับ เราจะฝากกระเป๋าให้ไปส่งที่โรงแรมในคืนนี้ ตอนแรกว่าจะฝากไปกับแมวดำในเมืองมัตสึโมโตะ แต่เมื่อลองถามดูทราบว่าเขาจะส่งถึงโรงแรมในตอนเย็นของอีกวัน แต่ผมได้เตรียมแผนสำรองมาคือ เมื่อออกจากสถานีทางด้านขวาจะมีร้านขายของฝากอยู่ ที่นั่นมีคุณป้ารับบริการฝากกระเป๋าด้วย โดยส่งเช้านี้ถึงเย็นของวันนั้นเลย โดยจะมีใบรับฝากกระเป๋าให้





แต่เราจะต้องเขียนแทกประเป๋าทุกใบ เมื่อเขียนเสร็จก็ต้องรีบขึ้นรถบัสไป Ogisawa(โองิซาวะ) อีกประมาณ 40 นาที โดยรถบัสนี้จะออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง นั้นแปลว่าถ้าไม่ทันต้องรออีก ครึ่งชั่วโมง ซึ่งหากคำนวนเวลาจากมัตสึโมโตะผิดก็จะถึงโองิซาวะช้า และจะข้ามเขาก็จะช้า หรืออาจจะไม่มีเวลามากพอจะถ่ายรูปด้วย เมื่อมาถึงโองิซาวะ ก็ถือว่าเราอยู่เชิงเขาทาเทยามะแล้ว
เวลาเกือบ 10 โมง เมื่อดูเวลารอบต่อไปที่จะขึ้นเขาคือเวลา 10 โมง นั่นจึงทำให้เราต้องรีบซื้อตั๋ว อย่างที่ผมบอกครับว่าถ้าช้าก็ต้องรอรอบต่อไป และก็จะทำให้การทำอย่างอื่นช้าตามไปด้วย โดยการเดินทางไม่ใช่ขึ้นรถแล้วข้ามเขา แต่เป็นขึ้นบัส ต่อกระเช้า สลับกันไปตามแต่ว่าพื้นทีส่วนไหนเป็นอย่างไร ในการเดินทางจากโองิซาวะไปยังที่แรกคือเขื่อนคุโรเบะด้วยรถบัส ซึ่งหากเราซื้อตั๋วรอบ 10 โมงแล้วเราขึ้นรถบัสรอบ 10 โมงไม่ทัน ก็ต้องไปขอให้เขาออกตั๋วใหม่


โดยตั๋วนั้นจะมีทั้งแบบไป-กลับ(ขึ้นไปถึงส่วนมุโรโดะที่มีกำแพงหิมะ) และแบบขาเดียวข้ามไปอีกฝั่งนึง ผมเลือกแบบขาเดียว ที่หมายที่เราจะไปคือ เมืองToyama(โทยามะ) ราคา 9,490 เยน ราคานี้รวมกับค่ารถไฟไปเข้าเมืองแล้ว แต่พอบอกเขาว่ามากัน 10 คน เขาแนะนำว่างั้นลงที่ Tateyama(ทาเทยามะ) แล้วไปซื้อตั๋วกรุ๊ปที่สถานีจะถูกกว่าเหลือคนละ 1,000 เยน นั่นแปลว่าเราจะประหยัดไปได้ 200 เยน/คน ก็ดีนะครับ เขาไม่เอาเปรียบเรา แต่เสนอวิธีเดินทางที่ประหยัดให้เราด้วย โดยตั๋วที่ไปทาเทยามะราคาในตอนนั้นประมาณ 8,290 เยน ซึ่งไม่ว่าจะซื้อตั๋วลงที่โทยามะ หรือทาเทยามะ ก็ต้องขึ้นรถไฟที่เดียวกันคือที่ทาเทยามะ


เรื่องตั๋วจบไปเรียบร้อย พอซื้อตั๋วเสร็จดูนาฬิกา 10 โมงแล้ว ผมรีบวิ่งไปก่อนเลย ไปถ่างประตูรถไว้(เก่งมะ ^^) จริง ๆ คือวิ่งไปบอกเจ้าหน้าที่ว่ารอสักนิดนะ มีผุ้ใหญ่กำลังตามมา โดยรถบัสนี้เป็นรถบัสไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยสารรถบัสมาประมาณ 10 นาที ตลอดเวลาจะมีวิดีโอฉายพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวของเขาทาเทยามะนี้ด้วย จุดแรกที่เราหยุดคือเขื่อนคุโรเบะ เมื่อมาถึงตรงนี้ไม่ต้องพะวงเรื่องเวลารถ เพราะเราสามารถใช้เวลาได้เต็มที่ จะขึ้นรถคันไหนตอนไหนก็ได้ แต่ต้องบริหารเวลากันด้วยนะครับ





 

วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

จาก "ฟูจิ" สู่ "มัตสีโมโตะ"

17 พฤษภาคม 2558

วันนี้ตื่นแต่เช้า ไม่ใช่ว่านอนไม่หลับนะครับ แต่เพราะถ้าเราตื่นแต่เช้า เราจะได้ดูฟูจิกันก่อนที่หากวันไหนเมฆเยอะ คุณฟูจิจะเป็นฟูจิขี้อายหายเข้าไปในกลีบเมฆ

แล้วก็สมใจครับ เปิดหน้าต่างมาไม่ได้เห็นคุณฟูจิ(สมใจตรงไหนเนี่ย!) ^_^ อ้อ! สาเหตุที่เลือกโรงแรมอีกอย่างก็คือ นอกจากอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟแล้ว ยังเห็นฟูจิได้แบบเต็มตา ใหญ่มาก ๆ ด้วย งานนี้ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง และป้า ต่างก็ต้องร้อง "ว๊า!!! แย่จัง" เมื่อไม่ได้ก็ต้องแผนต่อไปคือ ลงชั้นใต้ดินครับ ไปถ่ายภาพกันหน่อย
ที่นี่จะมีชุดยูกาตะแบบเดินเที่ยวให้เราแต่งและถ่ายกับฉากหลังที่ชั้นใต้ดิน และยังมีคอมพิวเตอร์ให้ด้วย เรียกว่าชั้นใต้ดินเป็นชั้นสันทนาการนั่นเองครับ โรงแรมนี้มีบริการอาหารเช้าให้ด้วย แต่จะเป็นลักษณะออพชั่นเพิ่มจากค่าที่พัก โดยหากต้องการทานอาหารเช้าต้องแจ้งขณะที่จองที่่พักหรือก่อนเวลา 18 นาฬิกาของวันก่อนเข้าพัก และจ่ายค่าอาหารเช้าเพิ่ม โดยอาหารเช้านี้จะเป็นอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นครับ
ไม้เท้าเอาไว้ค้ำเวลาเดินขึ้นฟูจิ

เมื่อถ่ายภาพในชุดยูกาตะแบบเดินเล่นแล้ว เราก็ได้เช็คเอาท์ โดยคุณเจ้าของได้แสดงไมตรีซักถามเราว่าวันนี้จะไปไหนกัน เราก็บอกไปว่าวันนี้จะไปชม "ดอกพิงก์มอส" บางทีคนญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจชื่อนี้ ก็เรียกว่า "ชิบะซากุระ(shibazakura)" เขาจะอ๋อ! ขึ้นมาเลย
คุณเจ้าของบอกว่า ถ้ามีเวลาก็แวะไปที่อะชิคางะสิ ดูดอกวิสเทอเรีย แต่เกรงว่าอาจจะเหลือน้อย ก็เลยบอกไปตามตรงว่า ไปมาแล้ว ร่วงหมดแล้ว เขาก็บอกว่า น่าเสียดายนะ คราวหน้ามาใหม่นะ แล้วจากดูชิบะซากุระล่ะ ผมเลยแจ้งหมายกำหนดการไปว่า หลังจากนั้นตอนบ่ายจะไปมัตสึโมโตะ พรุ่งนี้จะไปขึ้น เจแปนแอลป์ เขาก็บอกว่า เหรอ! ดี ๆ แต่คงจะเห็นไม่มากนะ ถ้าจะเห็นเต็ม ๆ ต้องมาช่วงกลางเมษายน ถ้าจะดูดอกวิสเทอเรียด้วยก็ ปลายเมษายน เรียกว่ามาคราวนี้ผมพลาดช่วงพิเศษสุดของทั้ง 2 ที่ไปอย่างน่าเสียดาย


หลังจากกล่าวขอบคุณกันแล้วก็ออกมาถ่ายภาพหน้าสถานี แต่เหลือบไปเห็นบอร์ดด้านข้าง เจอไม้เท้าที่เอาไว้ใช้พยุงตัวเวลาขึ้นฟูจิ ซึ่งบางคนที่มาเที่ยวที่นี่จะซื้อติดมาจากฟูจิชั้น 5 บางคนก็ซื้อมาเพื่อใช้ขึ้นฟูจิ เมื่อมาถึงที่พักก็วางไว้ให้คนข้างหลังได้ใช้ต่ออย่างอันนี้เป็นต้น บนบอร์ดมีคำรำลึกเป็นภาษาไทยด้วย
แน่นอนครับที่พักแบบนี้ ทั้งสะดวกและสบาย ย่อมเป็นที่พักที่ขึ้นชื่อของเมืองและนักท่องเที่ยว เมื่อออกมาหน้าโรงแรมก็ได้พบกับฟูจิซังที่เมื่อเช้าขี้อาย ตอนนี้รวบรวมความกล้าออกมาให้เราได้ยลโฉมกันบ้าง รอช้าไม่ได้ครับ โอกาสมีน้อยต้องรีบเก็บภาพให้ได้มากที่สุด

หลังจากเก็บภาพเสร็จแล้วก็ออกเดินทางกันเลยครับ สถานที่ที่ไปชมพิงก์มอสนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองคาวากุชิโกะประมาณครึ่งชั่วโมง การเดินทางสามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเมล์ก็ได้ มีบริการตั๋วที่สถานีคาวกุชิโกะ หากขับรถไปเอง ให้พิมพ์การค้นหา ‘Fuji Motosuko Resort’ กรณีที่หน้าจอไม่แสดงค่า ขอให้พิมพ์คำว่า ‘Mototsu Highland’ หากท่านค้นหาจากหมายเลขโทรศัพท์ ขอให้หาด้วยหมายเลข 0555-89-2127


ค่าเข้าชมผู้ใหญ่(12 ปีขึ้นไป) 600 เยน(แต่ตอนที่ผมไป 520 เยน) เด็ก(3-12 ปี) 250 เยน จากประตูทางเข้าต้องเดินเข้าไปลึกพอสมควร แต่คุณจะไม่รู้สึกเบื่อแน่นอน เพราะจะได้สัมผัสกับฟูจิเรื่อย ๆ ครับ จนถึงบริเวณที่จัดงานจะพบกับทุ่งดอกพิงก์มอสขนาดใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านพอสมควร ตอนกลางของพื้นที่จัดแสดง
มีสะพานไม้อันหนึ่งมีคนต่อแถวกัน เลยไปต่อแถวด้วย พบว่ามีเจ้าหน้าที่กันทางขึ้นและทางลง โดยจุดทางลงจะคอยวิทยุมาบอกว่ามีคนลงไปกี่คน เพื่อให้คนที่คุมทางขึ้นจัดคนขึ้นไปไม่ให้น้ำหนักเกินกับที่ออกแบบไว้ ร้านค้าต่าง ๆ ในงานก็มีคนเยอะ ผมแนะนำถ้าไม่นำอาหารไปเอง ก็ควรออกมาหาทานด้านนอกจะดีที่สุดครับ



ผมใช้เวลาที่นี่ประมาณ 2 ชั่วโมง ออกจากที่นี่ประมาณเที่ยงครึ่ง หลังจากนั้นวางแผนว่าจะกลับเข้าไปในเมืองคาวากุชิโกะ มีร้านคุณป้าข้างโรงแรมที่ผมชอบ แต่ระหว่างทางพบกับจุดแวะพักก่อนที่จะเลี้ยวไปมัตสึโมโตะ จึงตัดสินใจทานอาหารกันทีนี่ เพราะถ้าเข้าไปในเมือง ต้องย้อนกลับมาทางเดิมนี้อีก วิวดีด้านหลังเป็นฟูจิ

หลังจากเดินดูหลาย ๆ ร้านจึงตัดสินใจทานราเมนกัน ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนี้จะเป็นการเดินทางไกลอีกครั้ง เป้าหมายคือเมืองมัตสึโมโตะ จากที่นี่ไปมัตสึโมโตะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง การเดินทางครั้งนี้ต้องทำเวลานิดหน่อย เพราะผมต้องคืนรถที่เมืองมัตสึโมโตะก่อน 5 โมงเย็น เรียกว่าลุ้นระทึกกันเลยล่ะครับ เมื่อไปถึงเมืองมัตสึโมโตะ ก็ต้องแวะส่งผู้ใหญ่และกระเป๋าที่โรงแรมก่อน จึงนำรถไปคืน โดยโรงแรมที่เราพักกันในคืนนี้คือ Dormi Inn Matsumoto เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว แต่มีออนเซน เอาท์ดอร์ และมีราเมนให้ทานตอน 4 ทุ่มด้วย สาเหตุที่เราพักที่นี่เพราะห่างจากสถานีมัตสึโมโตะที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้ประมาณ 500 เมตร วันนี้คืนรถ 5 โมงนิด ๆ เลยเวลาคืนรถมาประมาณ 10 นาที ทางศูนย์ที่คืนรถดูเวลาแล้วก็บอกเลยมานิดนึงนะ



แต่ไม่เป็นไร นิดหน่อย ยังพอล้างรถทัน เรียกว่าโล่งอกกันเลยทีเดียว นึกว่าจะโดนชาร์จค่าเลยเวลาซะแล้ว จากนั้นจึงเดินกลับมาโรงแรม ระหว่างทางก็มองหาร้านอาหารไว้ด้วย หลังจากนำกระเป๋าเข้าที่พัก จึงคุยกันว่าจะไปหาอาหารเย็นทานที่สถานีแล้วกัน แต่ไม่ทานอะไรมาก เพราะเดี๋ยวตอน 4 ทุ่มจะทานราเมนที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ สถานีมัตสีโมโตะเป็นสถานีขนาดใหญ่ เพราะเมืองมัตสึโมโตะนี้สมัยก่อนเป็นเมืองที่มีโชกุนประจำ จึงถือได้ว่าสมัยก่อนเมืองนี้เป็นเมืองเอกที่ไม่แพ้ นางาโนะเลยทีเดียว เก็บภาพกันสักพัก ก็กลับไปอาบน้ำเตรียมตัวพักผ่อนที่โรงแรมกันครับ พักเอาแรงพรุ่งนี้เราจะขึ้นภูเขาหิมะ ไปดุกำแพงหิมะที่เจแปนแอลป์กัน














วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

Ashikaga Flower Park

Ashikaga Flower Park(สวนดอกไม้แห่งอะชิคางะ)
16 พฤษภาคม 2558

สวนดอกไม้นี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ออกจากตัวเมืองไปประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ แต่สามารถเดินทางด้วยรถไฟได้ จากสถานี Ashikaga ไปลงที่สถานี Tomita ด้วยขบวน Ryomo Line จากนั้นเดินย้อนกลับมาอีก 12 นาที หากมีผู้สูงอายุเดินทางได้ด้วยผมแนะนำให้เช่ารถครับ โดยเช่าเพียงครึ่งวันก็ได้ครับ ตื่นเช้ามาเช็คของเรียบร้อยให้ทุกคนนำกระเป๋า
ทานอาหารเช้ากัน(นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เลือกโรงแรมในเครือ TOYOKO INN มีทุกเมืองแล้วยังมีอาหารเช้าให้ด้วย) โดยอาหารเช้าจะเป็นแบบญี่ปุ่น คือมีข้าวปั้น น้ำซุป และยำสาหร่าย ซึ่งเมนูยำจะเปลี่ยนไปตามแต่แม่ครัวจะหาได้ครับ หลังจากทานอาหารเรียบร้อย เช็คความพร้อมและตรวจดูว่าไม่ลืมอะไรแล้ว ผมกับพี่ชายจึงไปนำรถออกมาขึ้นของ แล้วจึงเดินทางกันต่อ หากใครใช้รถก็ไม่ต้องกลัวครับ สามารถตั้ง GPS ได้ด้วยชือ หรือเบอร์โทรศัพท์ก็ได้ หากจะตั้งด้วยชื่อสถานที่แต่สะกดไม่ถูกให้เจ้าหน้าที่โรงแรมใส่ให้ก็ได้ครับ






เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ขับรถออกมานอกตัวเมือง 15 นาที ตาม GPS ไปก็จะเห็นสวนแห่งนี้อยู่ทางขวามือ เมื่อมาถึงก็เข้าไปซื้อตั๋วที่เคาเตอร์เลยครับ สวนแห่งนี้จะมีการแสดงพันธุ์ไม้ตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับว่าช่วงที่เราไปมีพันธุ์ไม้อะไรบ้าง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากเวปไซต์ https://www.ashikaga.co.jp/english/ ซึ่งเป็นเวปไซต์ของทางสวนเลย แต่มีความพิเศษคือ ราคาตั๋วจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ว่าขณะนั้นดอกไม้ที่เป็นตัวชูโรงนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร เช่นดอกวิสเทอเรีย ถ้าไปช่วงที่ดอกออกบานสะพรั่ง ราคาก็จะสูง ถ้าไปช่วงที่ดอกโรยราคาก็จะถูก ซึ่งผมไปช่วงที่ดอกโรยแล้ว ราคาจึงอยู่ที่ 1,000 เยน แต่จะเห็นว่าตั๋วมีราคา 2 ส่วน โดยส่วนที่เป็นราคาตั๋วคือ 1,000 เยน ส่วนที่เป็น 200 เยนนั้นคือเป็นส่วนลดในการซื้อตั๋วครั้งถัดไป ช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ที่หน้าตั๋วครับ 

เมื่อซื้อตั่วเสร็จแล้วทางเข้าคืออาคารด้านหลังห้องจำหน่ายตั๋ว จะต้องผ่านร้านของฝากเข้าไปก่อน อดใจไว้ก่อนนะครับ ถ้ามาช่วงที่ดอกวิสเทอเรียบานสะพรั่งจะมีคนเยอะมาก ไปถ่ายรูปกันก่อนเลย ตรงทางออกด้านหลังจะเป็นสวนดอกไม้ครับ เข้าไปถ่ายรูปกันตามอัฐยาศัย

โดยดอกวิสเทอเรียนี้จะอยู่ถัดเข้าไปด้านในเล็กน้อย ตรงนี้จะเป็นเหมือนส่วนต้อนรับ เดินไปเรื่อย ๆ จะเจออีกเยอะครับ แต่สำหรับผมสิ่งที่ไม่พลาดเลยคือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดอกวิสเทอเรีย นั่นคือ ไอติม ครับ จะเป็นไอติมสีม่วงของดอกวิสเทอเรีย รสชาดจะหวาน ๆ มีกลิ่นดอกวิสเทอเรีย เป็นเหมือนซิกเนเจอร์ของที่นี่ครับ ถ้ามาช่วงดอกวิสเทอเรียก็ต้องชิมไอติมนี้ด้วย เดินขึ้นไปบนเนิน จะพบกับลานกุหลาบและร้านอาหาร ภายในร้านจะมีไอติมสตอเบอรี่ ถ้าใครอยากลองชิมดู ผมแนะนำครับ จะไม่หวานเหมือนไอติมสตอเบอรี่ แต่จะออกเปรี้ยวนิด ๆ ของสตอรเบอรี่ด้วย 

เมื่อเก็บภาพและของกินเล่นนิดหน่อยแล้ว ลงเนินไปอีกฝากของสวนครับ เดินถ่ายรุปเล่น ๆ ไปเรื่อย ๆ พบกับต้นวิสเทอเรีย มีป้ายให้ชมด้วยว่าเวลากลางคืนเป็นยังไง อ๊ะ! จริง ๆ แล้วสวนนี้มีให้เข้าชมในเวลากลางคืนด้วยนะครับ



หากมาในช่วงที่พอดีก็จะพบกับช่อวิสเทอเรียตามในภาพครับ สวยงามเลย แต่ผมมาช่วงที่โรยแล้ว จึงได้แต่เห็นกับสายช่อของวิสเทอเรีย ^_^ เดินเล่นมาเรื่อย ๆ ผมมาสะดุดกับป้าย ๆ นึงลองอ่านดู พบว่ามีการจำหน่ายมิลค์เชครสวิสเทอเรีย แหม! เจอแบบนี้ไม่ลองคงไม่ได้แล้ว
เลยเดินโฉบไปสักแก้ว รสชาดผมบอกไม่ถูก แต่แนะนำให้ลองครับ เดินมาเรื่อย ๆ ชิมร้านโน้นนิด ร้านนี้หน่อย ดูเวลาล่วงมาเกือบบ่าย 2 ได้เวลาไปต่อ วันนี้ผมจะไปคาวากุชิโกะ 1 ใน 5 ทะเลสาปของฟูจิ หลังจากชอปกันเสร็จแล้วจึงออกเดินทางต่อกันเลยครับ

จากอะชิคางะไปคาวากุชิโกะ ใช้เวลาโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมงโดยประมาณ หรือ 4 ชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟ ขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ จนแวะพักที่พักรถที่หนึ่ง ซึ่งต้องขอบอกว่าแวะโดยบังเอิญจริง ๆ


พบที่แวะพักจัดเป็นแนวลิตเติ้ลเกียวโต มีการแสดงละครเวที มีรถทัวร์จอดด้วย แสดงว่าที่นี่ค่อนข้างเป็นจุดแวะพักที่ดีของทุกทัวร์เลย ผมเลยขอเขาถ่ายรูปสักหน่อย หลังจากชมที่นี่สักพัก ก็ได้เวลาไปต่อ ขึ้นทางด่วนมุดใต้โตเกียวไป จนถึงที่แวะพักก่อนจะเข้าสู่แถบฟูจิ ดูนาฬิกาได้เวลาอาหารเย็นพอดี ผมกับครอบครัวจึงแวะทานอาหารเย็นที่นี่ก่อน เนื่องจากเมืองคาวากุชิโกะเป็นเมืองขนาดเล็ก กว่าจะไปถึงร้านอาหารในเมืองน่าจะปิดเกือบหมดยกเว้นร้านแนวอิซากะยะ และร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมในคืนนี้พอสมควร


จุดแวะพักนี้เป็นจุดแวะพักขนาดใหญ่แบบโลตัสบ้านเรา มีร้านค้ามากมายเลยครับ ถ้าใครผ่านทางนั้น เชื่อว่าไม่หลงแน่ เพราะใหญ่มาก มีทางเข้าหลายทางด้วย เมื่อทานอาหารเสร็จ ก็เดินทางกันต่อกว่าจะถึงโรงแรมก็ประมาณ 1 ทุ่มครึ่งจอดรถเข้าไปเช็คอิน โรงแรมที่เราพักกันในคืนนี้คือ Kawaguchiko Station Inn เป็นโรงแรมที่ผมใช้บริการทุกครั้งที่มาแถบคาวากุชิโกะ เพราะตัวโรงแรมอยู่ใกล้ทั้งสถานี ทะเลสาป และร้านขายอาหารและของฝาก เรียกว่าเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมาก ที่สำคัญคือมีออนเซนให้แช่ด้วย มาญี่ปุ่นพลาดการแช่ออนเซนไม่ได้นะครับ

หลังจากเช็คอินแล้วผมก็วิงขึ้นไปแช่ออนเซนเลย สบายเนื้อสบายตัว หลับเพลิน พรุ่งนี้จะไปชม "ดอกพิงก์มอส" หรือที่รู้จักในชื่อ "Chiba Sakura"