วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

Ashikaga Flower Park

Ashikaga Flower Park(สวนดอกไม้แห่งอะชิคางะ)
16 พฤษภาคม 2558

สวนดอกไม้นี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ออกจากตัวเมืองไปประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ แต่สามารถเดินทางด้วยรถไฟได้ จากสถานี Ashikaga ไปลงที่สถานี Tomita ด้วยขบวน Ryomo Line จากนั้นเดินย้อนกลับมาอีก 12 นาที หากมีผู้สูงอายุเดินทางได้ด้วยผมแนะนำให้เช่ารถครับ โดยเช่าเพียงครึ่งวันก็ได้ครับ ตื่นเช้ามาเช็คของเรียบร้อยให้ทุกคนนำกระเป๋า
ทานอาหารเช้ากัน(นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เลือกโรงแรมในเครือ TOYOKO INN มีทุกเมืองแล้วยังมีอาหารเช้าให้ด้วย) โดยอาหารเช้าจะเป็นแบบญี่ปุ่น คือมีข้าวปั้น น้ำซุป และยำสาหร่าย ซึ่งเมนูยำจะเปลี่ยนไปตามแต่แม่ครัวจะหาได้ครับ หลังจากทานอาหารเรียบร้อย เช็คความพร้อมและตรวจดูว่าไม่ลืมอะไรแล้ว ผมกับพี่ชายจึงไปนำรถออกมาขึ้นของ แล้วจึงเดินทางกันต่อ หากใครใช้รถก็ไม่ต้องกลัวครับ สามารถตั้ง GPS ได้ด้วยชือ หรือเบอร์โทรศัพท์ก็ได้ หากจะตั้งด้วยชื่อสถานที่แต่สะกดไม่ถูกให้เจ้าหน้าที่โรงแรมใส่ให้ก็ได้ครับ






เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ขับรถออกมานอกตัวเมือง 15 นาที ตาม GPS ไปก็จะเห็นสวนแห่งนี้อยู่ทางขวามือ เมื่อมาถึงก็เข้าไปซื้อตั๋วที่เคาเตอร์เลยครับ สวนแห่งนี้จะมีการแสดงพันธุ์ไม้ตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับว่าช่วงที่เราไปมีพันธุ์ไม้อะไรบ้าง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากเวปไซต์ https://www.ashikaga.co.jp/english/ ซึ่งเป็นเวปไซต์ของทางสวนเลย แต่มีความพิเศษคือ ราคาตั๋วจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ว่าขณะนั้นดอกไม้ที่เป็นตัวชูโรงนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร เช่นดอกวิสเทอเรีย ถ้าไปช่วงที่ดอกออกบานสะพรั่ง ราคาก็จะสูง ถ้าไปช่วงที่ดอกโรยราคาก็จะถูก ซึ่งผมไปช่วงที่ดอกโรยแล้ว ราคาจึงอยู่ที่ 1,000 เยน แต่จะเห็นว่าตั๋วมีราคา 2 ส่วน โดยส่วนที่เป็นราคาตั๋วคือ 1,000 เยน ส่วนที่เป็น 200 เยนนั้นคือเป็นส่วนลดในการซื้อตั๋วครั้งถัดไป ช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ที่หน้าตั๋วครับ 

เมื่อซื้อตั่วเสร็จแล้วทางเข้าคืออาคารด้านหลังห้องจำหน่ายตั๋ว จะต้องผ่านร้านของฝากเข้าไปก่อน อดใจไว้ก่อนนะครับ ถ้ามาช่วงที่ดอกวิสเทอเรียบานสะพรั่งจะมีคนเยอะมาก ไปถ่ายรูปกันก่อนเลย ตรงทางออกด้านหลังจะเป็นสวนดอกไม้ครับ เข้าไปถ่ายรูปกันตามอัฐยาศัย

โดยดอกวิสเทอเรียนี้จะอยู่ถัดเข้าไปด้านในเล็กน้อย ตรงนี้จะเป็นเหมือนส่วนต้อนรับ เดินไปเรื่อย ๆ จะเจออีกเยอะครับ แต่สำหรับผมสิ่งที่ไม่พลาดเลยคือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดอกวิสเทอเรีย นั่นคือ ไอติม ครับ จะเป็นไอติมสีม่วงของดอกวิสเทอเรีย รสชาดจะหวาน ๆ มีกลิ่นดอกวิสเทอเรีย เป็นเหมือนซิกเนเจอร์ของที่นี่ครับ ถ้ามาช่วงดอกวิสเทอเรียก็ต้องชิมไอติมนี้ด้วย เดินขึ้นไปบนเนิน จะพบกับลานกุหลาบและร้านอาหาร ภายในร้านจะมีไอติมสตอเบอรี่ ถ้าใครอยากลองชิมดู ผมแนะนำครับ จะไม่หวานเหมือนไอติมสตอเบอรี่ แต่จะออกเปรี้ยวนิด ๆ ของสตอรเบอรี่ด้วย 

เมื่อเก็บภาพและของกินเล่นนิดหน่อยแล้ว ลงเนินไปอีกฝากของสวนครับ เดินถ่ายรุปเล่น ๆ ไปเรื่อย ๆ พบกับต้นวิสเทอเรีย มีป้ายให้ชมด้วยว่าเวลากลางคืนเป็นยังไง อ๊ะ! จริง ๆ แล้วสวนนี้มีให้เข้าชมในเวลากลางคืนด้วยนะครับ



หากมาในช่วงที่พอดีก็จะพบกับช่อวิสเทอเรียตามในภาพครับ สวยงามเลย แต่ผมมาช่วงที่โรยแล้ว จึงได้แต่เห็นกับสายช่อของวิสเทอเรีย ^_^ เดินเล่นมาเรื่อย ๆ ผมมาสะดุดกับป้าย ๆ นึงลองอ่านดู พบว่ามีการจำหน่ายมิลค์เชครสวิสเทอเรีย แหม! เจอแบบนี้ไม่ลองคงไม่ได้แล้ว
เลยเดินโฉบไปสักแก้ว รสชาดผมบอกไม่ถูก แต่แนะนำให้ลองครับ เดินมาเรื่อย ๆ ชิมร้านโน้นนิด ร้านนี้หน่อย ดูเวลาล่วงมาเกือบบ่าย 2 ได้เวลาไปต่อ วันนี้ผมจะไปคาวากุชิโกะ 1 ใน 5 ทะเลสาปของฟูจิ หลังจากชอปกันเสร็จแล้วจึงออกเดินทางต่อกันเลยครับ

จากอะชิคางะไปคาวากุชิโกะ ใช้เวลาโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมงโดยประมาณ หรือ 4 ชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟ ขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ จนแวะพักที่พักรถที่หนึ่ง ซึ่งต้องขอบอกว่าแวะโดยบังเอิญจริง ๆ


พบที่แวะพักจัดเป็นแนวลิตเติ้ลเกียวโต มีการแสดงละครเวที มีรถทัวร์จอดด้วย แสดงว่าที่นี่ค่อนข้างเป็นจุดแวะพักที่ดีของทุกทัวร์เลย ผมเลยขอเขาถ่ายรูปสักหน่อย หลังจากชมที่นี่สักพัก ก็ได้เวลาไปต่อ ขึ้นทางด่วนมุดใต้โตเกียวไป จนถึงที่แวะพักก่อนจะเข้าสู่แถบฟูจิ ดูนาฬิกาได้เวลาอาหารเย็นพอดี ผมกับครอบครัวจึงแวะทานอาหารเย็นที่นี่ก่อน เนื่องจากเมืองคาวากุชิโกะเป็นเมืองขนาดเล็ก กว่าจะไปถึงร้านอาหารในเมืองน่าจะปิดเกือบหมดยกเว้นร้านแนวอิซากะยะ และร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมในคืนนี้พอสมควร


จุดแวะพักนี้เป็นจุดแวะพักขนาดใหญ่แบบโลตัสบ้านเรา มีร้านค้ามากมายเลยครับ ถ้าใครผ่านทางนั้น เชื่อว่าไม่หลงแน่ เพราะใหญ่มาก มีทางเข้าหลายทางด้วย เมื่อทานอาหารเสร็จ ก็เดินทางกันต่อกว่าจะถึงโรงแรมก็ประมาณ 1 ทุ่มครึ่งจอดรถเข้าไปเช็คอิน โรงแรมที่เราพักกันในคืนนี้คือ Kawaguchiko Station Inn เป็นโรงแรมที่ผมใช้บริการทุกครั้งที่มาแถบคาวากุชิโกะ เพราะตัวโรงแรมอยู่ใกล้ทั้งสถานี ทะเลสาป และร้านขายอาหารและของฝาก เรียกว่าเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมาก ที่สำคัญคือมีออนเซนให้แช่ด้วย มาญี่ปุ่นพลาดการแช่ออนเซนไม่ได้นะครับ

หลังจากเช็คอินแล้วผมก็วิงขึ้นไปแช่ออนเซนเลย สบายเนื้อสบายตัว หลับเพลิน พรุ่งนี้จะไปชม "ดอกพิงก์มอส" หรือที่รู้จักในชื่อ "Chiba Sakura"












 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น