วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จากฮอกไกโดสู่โทโฮคุ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเดินทางสู่ฮอกไกโด จากนี้จะเป็นการเดินทางกลับโตเกียว แต่ผมจะแวะที่เซนไดก่อนประมาณ 2 วัน โดยในตอนเช้าวันนี้จะไปเที่ยวที่ย่านตึกแดง โกดังเก็บของเก่าสมัยที่ฮาโกะดาเตะ ยังทำหน้าเป็นเมืองท่าอยู่ ก่อนเที่ยวก็ต้องเติมพลังก่อน เราไปเดินดูกันที่ตลาดเช้าข้างสถานี เพราะมีความหลากหลายของอาหาร










หลังจากเดินหาสักพักก็ได้ร้านนี้ครับ ดูจากเมนูแนะนำหน้าร้านแล้วน่าสนใจ หลังจากทานเสร็จแล้ว เริ่มเดินชมเมืองกัน เดินไปตามทางเลียบตลาด ผ่านร้านค้าต่าง ๆ จะพบอาคารทรงโกดัง อาคารเหล่านี้ถูกสร้าขึ้นใหม่ เพื่อเป็นร้านขายของฝากต่าง หลังจากชมร้านค้าแถวนี้สักพัก ผมเดินทางต่อโกดังเก่าสีแดงริมน้ำ








ซึ่งปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นร้านขายของฝาก และร้านค้าต่าง ๆ เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ ผมกับพี่สาวจะไปเดินชมเนินของเมืองฮาโกะดาเตะต่อ แต่พ่อกับแม่บอกว่าขอพักรอตรงนี้ ให้ผมกับพี่สาวไปเดินเก็บภาพกันแล้วกัน






ที่หมายต่อไปของผมคือศาลาประชาคมของเมืองฮาโกะดาเตะ เดินขึันเนินไปจนพบอาคารสีเหลืองตั้งตระหง่านอยู่นั่นคือศาลาประชาคมของเมืองฮาโกะดาเตะ เป้าหมายของเราครับ







ศาลาประชาคมเมืองฮาโกะดาเตะ(Old Public Hall of Hokkaido Ward)


เป็นอาคารไม้สีเหลืองตั้งอยู่บนยอดเนินบริเวณสวนโมโตะมาจิ สร้างประมาณปี 2453 ใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง




ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยเฟอร์นิเจอร์หินอ่อน และโคมไฟระย้าต่าง ๆ  มีทั้งห้องพักรับรอง ห้องประชุม หรือแม้แต่ห้องจัดคอนเสิร์ตก็ยังมีครับ การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถรางสาย 5 ลงที่ป้ายซุเอะฮิโระ


แล้วเดินขึ้นไปตามเนินโมโตะอิซากะ เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน หันหลังมองกลับลงไป จะเป็นภาพของอ่าวฮาโกะดาเตะที่สวยงามอีกมุมนึง



หลังจากเก็บภาพสักพัก จึงลองเดินตามทางที่รายไปด้วยโบสถ์คริสต์ 2 ฝากฝั่ง เก็บภาพไปเรื่อย เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ก็พบกับร้านที่น่าสนใจเข้าร้านนึง จากหน้าร้านก็เหมือนเป็นเพียงร้านขายไอศครีมธรรมดา แต่มีส่ิงที่ผมต้องหยุดคือไอศครีมสีดำ ในตอนแรกก็นึกว่าเป็นไอศครีมถ่าน แต่พอถามเจ้าของร้านจึงทราบว่ามันคือไอศกรีมหมึก หมึกเหรอ!!!! หมึกเนี่ยนะ???? ใช่ครับ






 
มันคือไอศกรีมที่นำเอาน้ำหมึกของปลาหมึกมาผสมกับนมแล้วนำไปทำเป็นไอศกรีม เป็นไอศกรีมสีดำสนิทดีจริง ๆ หลังจากชิมแล้วได้รสชาติเหมือนกินหมึกต้มน้ำตำไม่ผิด หลังจากซื้อมาแล้วก็เก็บภาพแถวนั้นสักพัก เมื่อมองนาฬิกาพบว่าใกล้จะได้เวลาที่ต้องเดินทางต่อแล้ว




จึงกลับมาหาพ่อกับแม่ที่นั่งรอที่ร้านสตาร์บัคบริเวณตึกแดง แต่ก็ไม่ลืมซื้อไอศกรีมสีดำมาให้ลองชิมกัน ทั้ง 2 ท่านบอกเหมือนว่าได้ความแปลกไปอีกแบบ ถ้ามาถึงศาลาประชาคมแล้วก็อย่าลืมมองหากันนะครับ เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ผมกับพี่สาวไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม ให้พ่อกับแม่นั่งรอที่สถานีรถไฟ หลังจากจองตั๋วแล้ว ก็เดินทางออกจากฮาโกะดาเตะเป็นอันเสร็จภาระกิจที่ฮอกไกโด




 
เดินทางสูู่ภูมิภาคโทโฮคุ เมืองที่เราจะแวะพักกันคือเมืองเซนได การเดินทางจากฮาโกะดาเตะถึงชินอาโอโมริ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และจากชินอาโอโมริถึงเมืองเซนไดอีก 2 ชั่วโมง (แต่ปัจจุบันชินคันเซนเดินทางลอดทะเลได้แล้ว เวลาจึงสั้นลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงและเป็นการเดินทางจากชินฮาโกะดาเตะถึงเมืองเซนไดเลยครับ) เมื่อเดินทางยาวนานขนาดนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเสบียง ระหว่างรอรถไฟที่เดินทางจากชินอาโอโมริไปเซนไดประมาณครึ่งชั่วโมง จึงลงไปหาเสบียงสำหรับการเดินทาง ให้พ่อนั่งเฝ้ากระเป๋าไว้


สิ่งที่ผมกับที่สาวได้นอกเหนือจากเสบียงคือน้ำแอปเปิ้ลต่าง ๆ และเค้กโรลไส้แอปเปิ้ล เรียกว่ากวาดมาทุกยี่ห้อเลยครับ เพราะจังหวัดอาโอโมรินั้นขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ล และน้ำแอปเปิ้ลที่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงเซนได เราแวะพักที่นี่ในคืนนี้ พรุ่งนี้เราจะไปชมเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ใข่เค็มไชยา ไม่ใช่!!! เมืองร้อยเกาะ Matsushima ไปนั่งเรือชมความงามทางทะเล แต่ก่อนที่เราจะเข้าที่พัก พี่สาวบอกว่าโรงแรมอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ผมเลยอาสาไปถามคุณเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าโรงแรมอยู่กลางย่านการค้าของเมือง เมื่อทราบดังนั้น พี่สาวจึงบอกว่าเราน่าจะฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่ล็อคเกอร์ เพราะถ้าเราลากไปโรงแรมก็อยู่ไกล และถ้าดูจากภาพของโรงแรม ตัวโรงแรมอยู่คือตั้งแต่ชั้น 2 ชึ้นไป ไม่มีลิฟต์หรือทางลาด


เมื่อตกลงกันแล้วจึงฝากกระเป๋าไว้ในล็อคเกอร์ สำหรับล็อคเกอร์นั้นสามารถฝากกระเป๋าได้ 1 วัน(นับตั้งแต่รถไฟเที่ยวแรก จนถึงเที่ยวสุดท้ายหรือเรียกง่าย ๆ ต้องไม่เกิน 24 ชม. ครับ) แต่ล็อคเกอร์ปกติที่นี่ไม่มี(หรือด้านที่ผมออกอาจจะไม่มีก็ได้) จึงต้องฝากล็อคเกอร์หยอดเหรียญแบบที่ต้องใช้รหัสเปิด วิธีก็ไม่ยากครับ คือนำกระเป๋าใส่ในล็อคเกอร์ที่เราต้องการ ปิดฝาตู้ แล้วกดหมายเลขตู้ หยอดเงินตามขนาดของล็อคเกอร์ เล็ก 300 เยน กลาง 400-500 เยน และใหญ่ 600-700 เยน ราคาค่าฝากจะเขียนไว้ที่หน้าตู้อยู่แล้ว จากนั้นเครื่องจะพิมพ์สลิปให้เรา ในสลิปจะมีโค้ด(PIN) สำหรับเปิดตู้อยู่ต้วย ห้ามทำหายนะครับ ถ้าจะให้ดีเมื่อได้สลิปมา ถ่ายภาพสลิปที่เห็นโค็ดเก็บไว้ และถ้าไม่อยากเสียเงินหลายรอบ อย่าลืมนำของที่จะใช้ออกจากกระเป๋าใหญ่ใส่กระเป๋าเล็กที่จะนำไปโรงแรม ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเสียเวลาเปิดตู้ และเสียเงินค่าฝากอีกรอบนะครับ หลังจากฝากเสร็จแล้วก็เดินทางเข้าสู่ที่พักโดยที่พักนั้นคือ Hotel Green plus ครับ เมื่อเช็คอินแล้ว ก็เข้าห้องอาบน้ำนอนเลย พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า(เช้าอีกแล้ว ^_^)




วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กลับฮาโกะดาเตะ

วันนี้ตื่นเช้าเลยครับ โปรแกรมวันนี้ไม่มาก แต่ต้องใช้เวลาเดินทางนานสักนิด จึงต้องจัดโปรแกรมให้ลงตัวมากที่สุด เริ่มจากตื่นเช้าไปรับรถเช่าเพื่อไปยังเมืองข้าง ๆ เก็บเชอรี่

ตรวจสถาพก่อนเช่า หาตำหนิ
หลังจากเช็คเอาท์เสร็จแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ผมกับพี่บอกให้พ่อกับแม่นั่งรอที่นี่ แล้วเราก็ไปเดินไปรับรถกัน ใช่ครับเดินไปเพราะไม่รู้ว่าศูนย์อยู่ตรงไหน แต่ดูจากแผนที่แล้วใกล้ ๆ เลยใช้วิธีเดินกึ่งวิ่ง โดยเราเช่ารถเพียงแค่ครึ่งวันตั้งแต่ประมาณ 8 โมง ถ้าเช่าครึ่งวันเขาจะนับประมาณ 6 ชั่วโมง นั่นคือคืนรถไม่เกินบ่าย 2 โมง(ตรวจสอบเวลาคืนรถกับบริษัทเช่ารถอีกครั้งตอนรับรถด้วยนะครับ) ในตอนรับรถ เจ้าหน้าที่จะให้เราเช็ครอบคัน พร้อมทั้งย้ำกับเราว่าห้ามเกินกี่โมง ไม่เช่นนั้นจะมีค่าปรับ ต้องตรวจให้ถี่ถ้วนนะครับ ไม่งั้นหากมีตำหนิตอนไปแล้วเราไม่เห็น กลับมาเจ้าหน้าที่พบ จะถือว่าเป็นตำหนิที่เราทำ แล้วจะเรียกเก็บเงินกับทางเรา และอย่าลืมให้ทางศูนย์ตั้งที่ศูนย์เป็นโฮมให้จีพีเอสด้วยนะครับ ผมเคยจดเบอร์ไปผิด ทำให้เสียเวลาค้นหาอยู่พอสมควร ตั้งไว้แต่แรกเลยดีที่สุด เวลากลับก็แค่กดปุ่มโฮมเท่านั้น เอาล่ะทุกอย่างพร้อม รถพร้อม คนพร้อม ที่หมายพร้อม(ใช้วิธีตั้งจากหมายเลขโทรศัพท์หรือชื่อทีสถานที่ก็ได้ กรณีใช้ชื่อสถานที่ถ้ากลัวตั้งผิดให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ตั้งที่หมายให้ก็ได้ครับ)
การเดินทางไปเก็บเชอรี่ใช้เวลาไม่นานประมาณ 45 นาที แต่ด้วยความที่ไม่คุ้นเส้นทาง การขับจึงกลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง ที่ ๆ เราไปนั้นเรียกว่า Sakuranbo Yama โดย Sakuranbo แปลว่าเชอรี่ นั่นเอง สวนที่นี่นั้นเขาจะเปิดให้เราเข้าไปเก็บกินเชอรี่ได้ตามในชอบ และสามารถนำกลับบ้านได้ แต่ไม่เกิน 100 กรัม ถ้าเกินคิด 170 เยนต่อ 100 กรัม ค่าบริการผู้ใหญ่ 1050 เยน เด็ก 840 เยน และคนพิการ 525 เยน และไม่อนุญาติให้นำเป้หรือกระเป๋าที่มิใช่กระเป๋าถือเข้าไปภายในสวน เมื่อเราจ่ายเงินเสร็จ เขาจะให้กระป๋องเรามาคนละใบ เพื่อเก็บเชอรี่ ผมใช้เวลาที่นี่ประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินทางออกมา


ก่อนออกได้ชิมไอศครีมเชอรี่ด้วย รสชาดก็แปลก ๆ ดี ลองทานกันดูนะครับ เป้าหมายต่อไปคือถนนสายหนึ่งที่เจอรีวิวในพันทิพว่าสวยมาก ซึ่งอยู่ถัดไปในเมืองข้าง ๆ แต่ตอนเดินทางกลับมีฝนตกลงมาเป็นช่วง ๆ ทำให้การเดินทางเพื่อหาถนนเส้นนั้นเป็นได้ค่อนข้างลำบาก จนเห็นว่าถ้าไปมากกว่านี้จะกลับไม่ทันคืนรถ จึงตัดสินในเลี้ยวรถกลับไปโอตารุ และความที่ฝนตกทำให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่อย่าลืมเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนคืนนะครับ เป็นกฏของเขา เวลาที่คืนก็ค่อนข้างฉิวเฉียด


คือผมคืนรถตอนบ่าย 2 นิด ๆ ซึ่งคุยกับพี่เรื่องเตรียมค่าปรับไว้แล้ว แต่เมื่อเขาทำการเช็ครถหลังคืนบวกกับพยากรอากาศที่ว่าวันนี้ฝนจะตก เขาจึงบอกว่าคืนช้าไม่มาก ยังพอมีเวลาล้างรถเพื่อให้ลูกค้าคนถัดไป ไม่เป็นไร เมื่อกลับมารับกระเป๋าที่ฝากไว้กับทางโรงแรม หลังจากนี้ผมจะเดินทางกลับโตเกียว แต่ไม่ใช่ถึงโตเกียววันนี้ ผมจะแวะเที่ยวที่เซนไดก่อน 1 วัน แต่ถ้าเดินทางไปเซนไดเลยก็จะใช้เวลานานเกินไปและอาจจะถึงดึกได้ จึงวางแผนกับพี่สาวว่าเราจะแวะพักที่ฮาโกะดาเตะก่อน 1 คืน เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไป และเก็บตกเมืองในบางส่วนด้วย การเดินทางจากโอตารุถึงฮาโกะดาเตะนั้น เราต้องเดินทางไปซัปโปโรก่อน

ออกเดินทางตอนประมาณ 3 โมงเย็นใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึงซัปโปโรประมาณ 3 โมงกว่า หลังจากนั้นจึงนั่งรถจากซัปโปโรไปฮาโกะดาเตะอีกที ในส่วนนี้ถ้าไม่นับเวลารอรถจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ผมเดินทางถึงฮาโกะดาเตะประมาณ 2 ทุ่ม ทำการเช็คอิน นำกระเป๋าขึ้นไปเก็บ ก็ลงมาที่เซเว่นด้านล่างของโรงแรม(ถ้าใครไปตอนนี้เซเว่นไม่มีแล้วนะครับ) อาบน้ำและนอนครับ พรุ่งนี้มีโปรแกรมในเมืองฮาโกะดาเตะอีกครึ่งวันเช้า