วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมืองร้อยเกาะ Matsushima

วันนี้มีโปรแกรมเพียงแค่ไปเมืองมัตสึชิมะ แล้วก็กลับมารับกระเป๋าที่โรงแรม รับกระเป๋าที่ลอคเกอร์ แล้วก็เดินทางกลับโยโกฮามะ ออกเดินทางจากเซนไดประมาณ 8 โมง ถ่ายภาพถนนคนเดินแถวโรงแรม แล้วค่อยไปสถานีเซนไดเพื่อเดินทางไปมัตสึชิมะ

การเดินทางจากเซนไดไปมัตสึชิมะ นั้นไม่ยากครับ ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงจากสถานีเซนได ไปสถานีมัตสึชิมะไคงัน(Matsushima Kaigan station) เมื่อมาถึงหากต้องการนั่งเรือชมเกาะต่าง ๆ ในอ่าวก็ซึื้อตั๋วมาจากห้องจำหน่ายตั๋วที่สถานีครับประมาณ 1400 เยน

เดินจากสถานีขึ้นไปทางอ่าวมะสึชิมะประมาณ 10 นาที เดินไปชมร้านค้าบ้านเมืองไปเพลิน ๆ ครับ พอมาถึงอ่าวมะสึชิมะแล้ว หรืออาจจะแวะถ่ายภาพบริเวณนั้นก็ได้ครับ เรือมีเป็นรอบ ๆ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง รอบแรก 9 นาฬิกา รอบสุดท้ายเวลา 16 นาฬิกา ที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้คือมีฟรีไวไฟให้นักท่องเที่ยวใช้ด้วยครับ



โดยสามารถรับได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วเรือครับ แต่ความเร็วอาจจะไม่มากมายอะไรนัก ใช้สำหรับหาข้อมูลต่าง ๆ ได้ครับ หรือหากต้องการจะเดินชมร้านค้าและถ่ายภาพก่อนก็ได้ แต่ผมแนะนำให้ล่องเรือก่อนดีกว่าครับ ในการล่องเรือนั้นจะมีการบรรยายว่าเกาะไหนคืออะไร รูปร่างเป็นอย่างไร


ซึ่งบางเกาะก็มีศาลเจ้าอยู่ด้วย แต่การบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่นครับ ไม่มีภาษาอังกฤษ เมื่อซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปขึ้นเรือด้านหลังได้เลยครับ พอคนพร้อม เรือพร้อม ออกจากท่าปั๊บ นกนางนวลก็พร้อมครับ มันจะมีกลุ่มนำบินตามเรือมาระยะหนึ่ง แล้วจะมีฝูงบินตามมาสมทบ หล้งจากนี้ก็จะแทบไม่มีใครสนใจการบรรยายแล้วครับ จะมีแต่คนสนใจนกนางนวล จะมีการจำหน่ายฮานามิไว้ป้อนนกนางนวลด้วย ถ้ามีเด็ก ๆ มาด้วย จะเห็นเด็ก ๆ วิ่งวนซื้อฮานามิป้อนนกนางนวลกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่ผมเองยังสนุกไปด้วยเลย เวลาที่เราป้อนจนอาหารหมด ไม่ว่าจะเด็กหรือคนญี่ปุ่นจะยื่นขนมมาให้เราป้อนด้วย เป็นมิตรภาพที่ดีเลยนะครับ




 หลังจากเล่นกับนกประมาณ 1 ชั่วโมง เรือก็เทียบท่า เป็นอันจบการล่องเรือ ก็ได้เวลาเก็บภาพริมฝั่งกัน








โดยเดินเลียบอ่าวไปเรื่อย ๆ จะมีจุดถ่ายภาพต่าง ๆ ให้เราได้เก็บภาพกัน จนถึงร้านค้าที่สุดอ่าว จะมีสะพานแดงเชื่อมกับเกาะ ๆ หนึ่งอยู่ เข้าไปในร้านนั่งจิบกาแฟ หากหิวจะทานอาหารกลางวันก็มีครับ หรือจะข้ามสะพานไปเก็บภาพบนเกาะ ก็จะได้ภาพที่สวยไปอีกแบบครับ ค่าข้ามสะพานประมาณ 200 เยน จ่ายที่ตู้คูปองในร้านได้เลยครับ


















หลังจากเก็บภาพบนเกาะแล้วก็ได้เวลากลับ แต่ก่อนกลับต้องไม่ลืมชิกลูกชิ้นปลาซาซาคามะโบโกะ ลูกชิ้นปลาขึ้นชื่อของเมืองมัตสึชิมะที่ทำเป็นรูปใบไม้ จำหน่ายเป็นไม้ครับ ไม้ละประมาณ 200 เยน มีทั้งร้านแบบเตาถ่านและเตาความร้อน และที่ขาดไม่ได้คือไอศกรีมถั่วแระครับ เขานำถั่วแระมาบดแล้วก็นำน้ำถั่วแระไปผสมในนมที่นำมาทำเป็นไอศกรีม ได้รสชาติที่ถั่วแระมากเลยครับ หลังจากทานทั้ง 2 อย่างแล้ว เดินมาเรื่อย ๆ ถึงสถานีมัตสึชิมะไคงัน ก็ลองส่องหาของขนมและของหวานดูครับ


อาจจะเจอขนมอะไรแปลก ๆ ก็ได้ครับ ผมเดินทางกลับถึงเซนไดประมาณ 4 โมงเย็น ให้พ่อกับแม่รอที่สถานีส่วนตัวผมกับพี่สาวไปรับกระเป๋าจากโรงแรม พอกลับมาถึงสถานีบอกแม่ว่าได้รถประมาณ 6 โมงเย็น แม่บอกงั้นให้หาเสบียงไปเลย เพราะกว่าจะถึงโยโกฮามะก็เกือบ 3 ทุ่ม เดินไปมาก็พบกับขนมชนิดนึง





มองด้านนอกจะคล้าย ๆ กับขนมเปี๊ยะ แต่ไส้แทนทีจะเป็นไข่แดง กลับเป็นเกาลัดครับ เป็นขนมไส้เกาลัด รสชาติอร่อยดี ทานแล้วไม่มันด้วย ถ้ามีโอกาสแวะไป ผมว่าเป็นของฝากที่น่าสนใจครับ เพราะที่โตเกียวก็ไม่มี น่าจะเป็นของดีประจำภูมิภาคนี้อีกอย่างนึงนอกจากลูกชิ้นปลาซาซาคามะโบโกะและผลิตภัณฑ์จากแอปเปิ้ล





เมื่อได้ของครบแล้ว ก็ไปนำกระเป๋าออกจากตู้ลอคเกอร์แล้วก็เดินทางกันเลย เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนานเพราะเหนื่อยกันพอสมควรครับ แต่ก็สนุกดี ถ้ามีโอกาสเหมาะ ผมว่าจะแวะมาเจาะภูมิภาคนี้อีกที เมื่อเดินทางถึงโยโกฮามะก็ 3 ทุ่มแล้ว เดินทางถึงที่พักก็เกือบ 3 ทุ่มครึ่ง ถึงที่พักก็อาบน้ำนอนกันเลยครับ วันพรุ่งนี้เป็นวันรีแลกซ์ มีแค่เข้าโตเกียวไปซื้อของนิดหน่อยเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จากฮอกไกโดสู่โทโฮคุ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเดินทางสู่ฮอกไกโด จากนี้จะเป็นการเดินทางกลับโตเกียว แต่ผมจะแวะที่เซนไดก่อนประมาณ 2 วัน โดยในตอนเช้าวันนี้จะไปเที่ยวที่ย่านตึกแดง โกดังเก็บของเก่าสมัยที่ฮาโกะดาเตะ ยังทำหน้าเป็นเมืองท่าอยู่ ก่อนเที่ยวก็ต้องเติมพลังก่อน เราไปเดินดูกันที่ตลาดเช้าข้างสถานี เพราะมีความหลากหลายของอาหาร










หลังจากเดินหาสักพักก็ได้ร้านนี้ครับ ดูจากเมนูแนะนำหน้าร้านแล้วน่าสนใจ หลังจากทานเสร็จแล้ว เริ่มเดินชมเมืองกัน เดินไปตามทางเลียบตลาด ผ่านร้านค้าต่าง ๆ จะพบอาคารทรงโกดัง อาคารเหล่านี้ถูกสร้าขึ้นใหม่ เพื่อเป็นร้านขายของฝากต่าง หลังจากชมร้านค้าแถวนี้สักพัก ผมเดินทางต่อโกดังเก่าสีแดงริมน้ำ








ซึ่งปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นร้านขายของฝาก และร้านค้าต่าง ๆ เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ ผมกับพี่สาวจะไปเดินชมเนินของเมืองฮาโกะดาเตะต่อ แต่พ่อกับแม่บอกว่าขอพักรอตรงนี้ ให้ผมกับพี่สาวไปเดินเก็บภาพกันแล้วกัน






ที่หมายต่อไปของผมคือศาลาประชาคมของเมืองฮาโกะดาเตะ เดินขึันเนินไปจนพบอาคารสีเหลืองตั้งตระหง่านอยู่นั่นคือศาลาประชาคมของเมืองฮาโกะดาเตะ เป้าหมายของเราครับ







ศาลาประชาคมเมืองฮาโกะดาเตะ(Old Public Hall of Hokkaido Ward)


เป็นอาคารไม้สีเหลืองตั้งอยู่บนยอดเนินบริเวณสวนโมโตะมาจิ สร้างประมาณปี 2453 ใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง




ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยเฟอร์นิเจอร์หินอ่อน และโคมไฟระย้าต่าง ๆ  มีทั้งห้องพักรับรอง ห้องประชุม หรือแม้แต่ห้องจัดคอนเสิร์ตก็ยังมีครับ การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถรางสาย 5 ลงที่ป้ายซุเอะฮิโระ


แล้วเดินขึ้นไปตามเนินโมโตะอิซากะ เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน หันหลังมองกลับลงไป จะเป็นภาพของอ่าวฮาโกะดาเตะที่สวยงามอีกมุมนึง



หลังจากเก็บภาพสักพัก จึงลองเดินตามทางที่รายไปด้วยโบสถ์คริสต์ 2 ฝากฝั่ง เก็บภาพไปเรื่อย เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ก็พบกับร้านที่น่าสนใจเข้าร้านนึง จากหน้าร้านก็เหมือนเป็นเพียงร้านขายไอศครีมธรรมดา แต่มีส่ิงที่ผมต้องหยุดคือไอศครีมสีดำ ในตอนแรกก็นึกว่าเป็นไอศครีมถ่าน แต่พอถามเจ้าของร้านจึงทราบว่ามันคือไอศกรีมหมึก หมึกเหรอ!!!! หมึกเนี่ยนะ???? ใช่ครับ






 
มันคือไอศกรีมที่นำเอาน้ำหมึกของปลาหมึกมาผสมกับนมแล้วนำไปทำเป็นไอศกรีม เป็นไอศกรีมสีดำสนิทดีจริง ๆ หลังจากชิมแล้วได้รสชาติเหมือนกินหมึกต้มน้ำตำไม่ผิด หลังจากซื้อมาแล้วก็เก็บภาพแถวนั้นสักพัก เมื่อมองนาฬิกาพบว่าใกล้จะได้เวลาที่ต้องเดินทางต่อแล้ว




จึงกลับมาหาพ่อกับแม่ที่นั่งรอที่ร้านสตาร์บัคบริเวณตึกแดง แต่ก็ไม่ลืมซื้อไอศกรีมสีดำมาให้ลองชิมกัน ทั้ง 2 ท่านบอกเหมือนว่าได้ความแปลกไปอีกแบบ ถ้ามาถึงศาลาประชาคมแล้วก็อย่าลืมมองหากันนะครับ เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ผมกับพี่สาวไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม ให้พ่อกับแม่นั่งรอที่สถานีรถไฟ หลังจากจองตั๋วแล้ว ก็เดินทางออกจากฮาโกะดาเตะเป็นอันเสร็จภาระกิจที่ฮอกไกโด




 
เดินทางสูู่ภูมิภาคโทโฮคุ เมืองที่เราจะแวะพักกันคือเมืองเซนได การเดินทางจากฮาโกะดาเตะถึงชินอาโอโมริ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และจากชินอาโอโมริถึงเมืองเซนไดอีก 2 ชั่วโมง (แต่ปัจจุบันชินคันเซนเดินทางลอดทะเลได้แล้ว เวลาจึงสั้นลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงและเป็นการเดินทางจากชินฮาโกะดาเตะถึงเมืองเซนไดเลยครับ) เมื่อเดินทางยาวนานขนาดนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเสบียง ระหว่างรอรถไฟที่เดินทางจากชินอาโอโมริไปเซนไดประมาณครึ่งชั่วโมง จึงลงไปหาเสบียงสำหรับการเดินทาง ให้พ่อนั่งเฝ้ากระเป๋าไว้


สิ่งที่ผมกับที่สาวได้นอกเหนือจากเสบียงคือน้ำแอปเปิ้ลต่าง ๆ และเค้กโรลไส้แอปเปิ้ล เรียกว่ากวาดมาทุกยี่ห้อเลยครับ เพราะจังหวัดอาโอโมรินั้นขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ล และน้ำแอปเปิ้ลที่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงเซนได เราแวะพักที่นี่ในคืนนี้ พรุ่งนี้เราจะไปชมเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ใข่เค็มไชยา ไม่ใช่!!! เมืองร้อยเกาะ Matsushima ไปนั่งเรือชมความงามทางทะเล แต่ก่อนที่เราจะเข้าที่พัก พี่สาวบอกว่าโรงแรมอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ผมเลยอาสาไปถามคุณเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าโรงแรมอยู่กลางย่านการค้าของเมือง เมื่อทราบดังนั้น พี่สาวจึงบอกว่าเราน่าจะฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่ล็อคเกอร์ เพราะถ้าเราลากไปโรงแรมก็อยู่ไกล และถ้าดูจากภาพของโรงแรม ตัวโรงแรมอยู่คือตั้งแต่ชั้น 2 ชึ้นไป ไม่มีลิฟต์หรือทางลาด


เมื่อตกลงกันแล้วจึงฝากกระเป๋าไว้ในล็อคเกอร์ สำหรับล็อคเกอร์นั้นสามารถฝากกระเป๋าได้ 1 วัน(นับตั้งแต่รถไฟเที่ยวแรก จนถึงเที่ยวสุดท้ายหรือเรียกง่าย ๆ ต้องไม่เกิน 24 ชม. ครับ) แต่ล็อคเกอร์ปกติที่นี่ไม่มี(หรือด้านที่ผมออกอาจจะไม่มีก็ได้) จึงต้องฝากล็อคเกอร์หยอดเหรียญแบบที่ต้องใช้รหัสเปิด วิธีก็ไม่ยากครับ คือนำกระเป๋าใส่ในล็อคเกอร์ที่เราต้องการ ปิดฝาตู้ แล้วกดหมายเลขตู้ หยอดเงินตามขนาดของล็อคเกอร์ เล็ก 300 เยน กลาง 400-500 เยน และใหญ่ 600-700 เยน ราคาค่าฝากจะเขียนไว้ที่หน้าตู้อยู่แล้ว จากนั้นเครื่องจะพิมพ์สลิปให้เรา ในสลิปจะมีโค้ด(PIN) สำหรับเปิดตู้อยู่ต้วย ห้ามทำหายนะครับ ถ้าจะให้ดีเมื่อได้สลิปมา ถ่ายภาพสลิปที่เห็นโค็ดเก็บไว้ และถ้าไม่อยากเสียเงินหลายรอบ อย่าลืมนำของที่จะใช้ออกจากกระเป๋าใหญ่ใส่กระเป๋าเล็กที่จะนำไปโรงแรม ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเสียเวลาเปิดตู้ และเสียเงินค่าฝากอีกรอบนะครับ หลังจากฝากเสร็จแล้วก็เดินทางเข้าสู่ที่พักโดยที่พักนั้นคือ Hotel Green plus ครับ เมื่อเช็คอินแล้ว ก็เข้าห้องอาบน้ำนอนเลย พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า(เช้าอีกแล้ว ^_^)