วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วัด Ryoanji(Ryoanji Temple,Kyoto)

Ryoanji Temple(วัดเรียวอันจิ)
ตอน แรกกะว่าจะเดินไป แต่คิดว่าพ่อกับแม่คงไม่ไหวแน่ และวันนี้ออกสายมากด้วย เลยขึ้นรถเมล์ไป รถเมล์ที่นั่งต้องเป็นรถเมล์ฟรีที่ใช้บัตร KTP ได้ด้วยนะ แต่ตอนรอรถเมล์พบสิ่งหนึ่งนั่นคือรถแทกซี่ของญี่ปุ่นเราไม่ต้องปิดประตู เพราะ ประตูจะปิดและเปิดเองโดยใช้สวิทช์ที่คนขับกดปิดและเปิดให้ เรียกว่าเข้าไปนั่งแล้วประตูจะดึงมาปิดเอง พอลงประตูก็จะเปิดออกให้ลงเอง เจ๋งจริงญี่ปุ่นจ๋า ระหว่างทางนั่งรถไปพบว่าคนญี่ปุ่นไม่นิยมใช้มือถือแบบธรรมดา แต่นิยมใช้แบบพับและแบบสไลด์ แบบพับไม่ว่าจะพับธรรมดาหรือว่าพับแล้วหมุนส่วนบนมาเป็นทีวีก็แล้วแต่นิยม หมดเลย แต่แบบธรรมดานั้นไม่มีใครใช้เลย ไม่ว่าจะวัยไหนมีใช้แต่ 2 แบบนี้เท่านั้น อาจจะเป็นเพราะมันไม่มีแฟชั่นมากนัก และตามร้านมือถือในญี่ปุ่นแทบจะไม่มีขายด้วยกระมัง วัดเรียวอันจินิ้มีชื่อเสียงในเรื่องของสวนหินสไตล์นิกายเซน ซึ่งคนที่ดูเป็นจะสามารถเข้าถึงธรรมขึ้นสูงได้เลยทีเดียว โดยเขาจะจัดแสดงส่วนจำลองไว้ให้ชม ถ้าหากจะดูของจริงก็เข้าไปด้านใน คาดว่าน่าจะมีการอธิบายไว้ที่นี่ด้วย แต่ผมอ่านไม่ออก จึงไม่ทราบแนวคิด มีบางคนใช้เวลาทั้งวันเพื่อดูและศึกษาเลย แต่ผมไม่เอาด้วยหรอกนะ เพราะมีอีกหลายที่ที่ต้องไป ตอนกลับออกมาพบกับสาว ๆ ใส่กิโมโนมาเที่ยวชมด้วย เพราะช่วงนี้เข้าเทศกาลซากุระแล้ว สาว ๆ จึงหยิบเอากิโมโนมาแต่งกันใหญ่ ใช้เวลาที่นี่ประมาณครึ่งชั่วโมง ทางเดินในวัดนี้ทำได้ดีมากเลย เขาให้เดินเป็นวงกลม ไม่ให้ย้อนศร(เอ! หรือย้อนได้หว่า) คือจากทางเข้าจนถึงทางออก(ก็คือประตูที่เข้ามานี่หล่ะ) ต้องเดินผ่านทางแบบวงกลมโดยมีวัดเรียวอันจิอยู่ตรงกลาง ระหว่างทางเดินกลับจะพบกับอาคารหลังหนึ่ง เมื่อลองส่องผ่านกระจกจึงเจ้าใจว่าอาคารหลังนี้เป็นที่เก็บอัฏฐิของเจ้าอาวาสรุ่นก่อน ๆ นั่นเอง วัดต่อไปที่จะไปเป็นวัดสุดท้ายของวันนี้คือวัด Kinkakuji

วัด Ninnaji(Ninnaji Temple,Kyoto)

Ninnaji Temple(วัดนินนาจิ)
วัดนี้อยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟเท่าไหร่ ประมาณ 500 เมตร แต่ระหว่างทางเจอบ้านหลังหนึ่ง
มีสติกเกอร์ธงไทยด้วย คาดว่าคงจะรับสอนภาษไทยหรือรับแปลเอกสารเป็นภาษาไทยมั๊ง เห็นแล้วคิดว่าน่าจะมาทำงานที่นี่ วัดนี้มีนักท่องเที่ยวมาชมพอสมควร แต่ที่เข้าชมเป็นสวนด้านข้างซึ่งต้องเสียเงินเข้าชม ตอนที่ไปทางวัดกำลังเตรียมงานต้อนรับซากุระ ทำให้มีเพิงร้านรวงต่าง ๆ เข้ามาจัดพื้นที่กัน เดินชมตัววัดแล้วก็พบว่า อาคารวัดหรือวังสมัยก่อนนั้น จะมีเหล็กแขวนตรงบริเวณริมหลังคาระเบียง ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ จนมาเจอกับคำตอบที่ว่า เขาเอาไว้แขวนประตูนั่นเอง โดยเปิดขึ้นมาแบบบานกระทุ้ง แล้วเอาไปแขวนไว้ที่เหล็กนี้เอง เดินเสร็จก็หิวพอดีเลย(แต่ยังไม่ลืมแอบถ่ายสาว ๆ และแฟชั่นสาวญี่ปุ่นในฤดูนี้) เลยเดินย้อนกลับไปร้านอาหารที่เดินผ่านมาเมื่อเช้า ร้านนี้จะเน้นแนวคอฟฟี่ช็อป ดังนั้นเมนูอาหารจึงมีไม่มากนัก ผมสั่งข้าวแดงกระหรี่อีกแล้วครับท่าน ข้าวแกงกะหรี่ที่นี่จะมีสีดำนะ ลองชิมดูคาดว่าน่าจะมาจากพวกเครื่องเทศสีดำ เพราะมีรสชาติเผ็ดร้อนด้วย แต่ไม่เผ็ดเหมือนอาหารไทย ตบด้วยของหวานเป็นไอศกรีมถั่วแดงโมจิ หลังจากทานอาหารอิ่มแล้วก็จะไปเที่ยวต่อละ จุดหมายต่อไปคือวัด Ryoanji