วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Osaka Market(Osaka,Japan)

Osaka Market(Osaka,Japan)

สถานที่ต่อไปคือในเมืองไปหาซื้อของในร้าน 100 เยน(จริง ๆ แล้วมัน 105-110 เยนอย่างต่ำต่างหากล่ะ) สถานีที่ไปลงคือสถานีนิปปอนบาชิ(Nipponbashi) กางแผนที่แล้วมุ่งไปเลย ระหว่างที่เดินหาก็ไปเจอกับร้านซุปเปอร์ของที่นี่เลยแวะช็อปปิ้งหน่อยแน่นอนไปเจอของน่าสนใจด้วย นั่นคือนมรสกล้วยหอม น่าสนเลยซื้อมาลองดู หลังจากที่ได้ทานแล้วพบว่ามันเป็นนมสดนั่นแหล่ะ แต่มีกลิ่นกล้วยหอม แต่ว่ากลิ่นนั้นจะไม่ขึ้นจมูกนะ จะมีอยู่แค่ในนมเท่านั้นหรือพูดง่าย ๆ คือถ้าดมจะได้กลิ่น แต่ถ้ากินแล้วกลิ่นไปไหนฟะ เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอจึงถามคนแถวนั้น ได้ความว่าซอยที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี้ล่ะ ย้อนกลับไปก็เจอ จากนั้นก็ช็อปกระจายซิ หลังจากที่ช็อปปิ้งที่นี่เสร็จแล้ว คิดว่าจะกลับไปเอาของเก็บหรือว่าจะไปต่อดี เพราะเป้าหมายต่อไปคือย่านช็อปปิ้งของโอซากะคือ Shinsaibashi(ชินไซบาชิ) และ Dotonbori-Dori(ถนนโดทงโบริ) แต่ระหว่างที่คิดกันอยู่ก็เหลือบไปเห็นกับเครื่องฝากจักรยาน หลังจากที่ลองพิจารณาดูแล้ว(ไม่มีใครเอามาจอดให้ดูเลย)ก็คิดว่า น่าจะนำจักรยานมาจอดในช่องจอดแล้วล็อค จากนั้นเครื่องจะบันทึกเวลาที่จักรยานในช่องนั้นจอดไว้ เมื่อมานำกลับก็กดว่าจอดอยู่ช่องไหนแล้วเครื่องจะคิดเงิน หรือไม่ก็เจ้าของต้องมาทำรายการล็อครหัสที่เครื่องว่าช่องไหนรหัสอะไร แล้วก็ไปทำธุระ เมื่อกลับมาก็กดว่าช่องไหนรหัสอะไร เครื่องจะทำการคิดเงินแล้วล็อคจึงถูกปลด ซึ่งหากเป็นญี่ปุ่นไม่ว่าจะคิดแบบแรกหรือแบบหลังก็คงไม่มีปัญหา เพราะคนเขาใช้จักรยานเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องกลัวหายมากนัก แต่ถ้าเมืองไทยจะทำบ้างคงต้องเอาแบบหลังล่ะนะอิ ๆ หลังจากตัดสินใจว่าจะไปต่อจึงได้ลงรถไฟไปใต้ดิน

Osaka Castle(Osaka,Japan)

Osaka Castle (ปราสาทโอซากะ)

ปราสาทโอซากะ เป็นจุดเด่นของเมืองโอซากะ เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยม และเป็นสัญลักษณ์ของโอซากะ ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบนบริเวณที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji(โอซากะ ฮองอัน-จิ) เมื่อปีค.ศ.1583 (สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์สุโขทัยปกครองกรุงศรีอยุธยา)โดย Toyotomi Hideyoshi(โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ) (ค.ศ.1537-1598) นักรบระดับไดเมียวผู้พยายามรวบรวมประเทศเป็นครั้งแรก หอคอยประสาทหรือส่วนที่เรียกว่า Tenshukaku(เท็นชูคะคุ) แล้วเสร็จลงสองปีต่อมา แต่หลังจากสงคราม Osaka Natsu No-jin(โอซากะ นัสซื โน-จิน) ในปีค.ศ.1615(สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์สุโขทัยปกครองกรุงศรีอยุธยา) ตระกูล Toyotomi ถูกฆ่าล้างโคตร Tenshukaku ก็ถูกทำลายลงย่อยยับ ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ในสมัย Tokugawa(โตกุงาวะ) แต่น่าเสียดายที่ในปีค.ศ.1665(สมัยสมเด็จพระนารายมหาราชแห่งราชวงศ์ปราสาท ทองปกครองกรุงศรีอยุธยา) ได้ถูกฟ้าฝ่าเสียหายย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปราสาทโอซากะไม่มี Tenshukaku ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งในปี 1931 นายกเทศมนตรีเมืองโอซากะ นาย Seki(เซกิ) ได้ขอรับเงินบริจาคจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนเยน (เท่ากับราว 75,000 ล้านเยนในปัจจุบันนี้) มาบูรณะปราสาทใหม่ ปราสาทโอซากะปัจจุบันสูง 55 เมตร มี 5 ส่วน 8 ชั้น เครื่องประดับหลังคาและภาพเสือบนกำแพงตัวปราสาทและหลายๆส่วนลงทองสีอร่ามสวยงาม ปราสาทได้รับการซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ.2540 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกสำคัญของประเทศ) บนหอคอยชั้น 8 ของ Tenshukaku ท่านสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของเมืองโอซากะได้อย่างชัดเจน สิ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษคือ ประตูขนาดใหญ่และและป้อมปราการที่อยู่ตามคูกำแพงเมืองรอบนอก กำแพงสูงชันที่สูงเกือบถึง 30 เมตร นั้นทำมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งส่งเข้ามาในโอซากะจากเหมืองที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 100 กิโลเมตร มีหลังคารูปปลาโลมาแปดตัวของหอ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกประเทศมาเยือนปีละราว 1-3 ล้านคน นอกจากตัว Tenshukaku อันงดงามแล้ว ปัจจุบันถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ มีลิฟท์มีแอร์ มีนิทรรศการแสดงหลักฐาน ภาพเขียน เครื่องแต่งกายโบราณ ฯลฯที่เกี่ยวข้องกับประสาทและตระกูล Toyotomi อยู่ ส่วนบริเวณรอบๆปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ใบไม้งามสะพรั่งในทุกๆฤดู เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองด้วย ค่าเข้าชมตัวปราสาทผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กนักเรียนต่ำกว่าชั้นมัธยมต้นฟรี แต่ผมไม่ได้เข้าไปชมภายใน เพราะต้องไปอีกหลายที่ จึงเก็บภาพแค่ภายนอก และหาอาหารกลางวันทานที่นี่ สำหรับวันนี้เลือกทานอาหารชุด ในตอนแรกคิดว่าจะเรียกพนักงานเขาออกมาดู แต่คนก็เยอะเขาคงไม่มีเวลาแน่ เลยใช้วิธีจดเอา พยายามจดให้เหมือนแล้วนำไปยื่นให้ เขาก็จะรับไปแล้วก็ออกตั๋วมาให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะส่งเข้าครัว ร้านอาหารที่นี่ถ้าเราไม่มีตั๋วอาหารห้ามนั่งเด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะมีใครรอคิวสั่งอาหารให้อยู่ก็ตาม คุณต้องรอจนกว่าจะมีตั๋วมาแสดงให้ดูถึงจะสามารถหาที่นั่งได้ ข้าง ๆ กันก็เป็นร้านขายของฝาก ทานเสร็จก็เดินเก็บภาพบนนั้นซักพัก เดินไปเจอกับโดมอันนึงเขียนว่า “Time Capsule” ลองอ่านคำบรรยายดู เขาบอกว่าภายในแคปซูลนี้ได้เก็บของไว้ และจะมีการเปิดออกเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หรืออีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะมาเปิดดูกันว่าของเมื่อ 10 ปีก่อนหน้าตาเป็นยังไงเช่น หากเรานำเอาแว่นตาเราใส่ลงไปในแคปซูลนี้ เวลาผ่านไป 10 ปี คนรุ่นต่อมาจะได้เห็นว่าแว่นตาของเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีหน้าตาเป็นยังไงเทียบกับปัจจุบันของเขา เมืองไทยน่าจะทำบ้างนะ เก็บภาพบนนี้ซักพักจึงกลับลงไป ขณะที่ลงมาเจอกับสาวน้อย(หรือเปล่าหว่า คนญี่ปุ่นหน้าเด็ก)นำลิงมาแสดงให้ชมด้วย ซึ่งเธอก็แสดงจบพอดีเลย มีคนเดินไปเอาเงินใส่กล่องให้เธอ ผมเดินไปจะนำเงินไปใส่กล่องให้เธอบ้าง แต่พอเดินไปเธอเก็บกล่องไปแล้ว ขากลับเพื่อประหยัดเวลาจึงนั่งรถไฟกาชาดอีกครั้ง แต่แปลกใจว่าทำไมคนที่ขายตั๋วให้ผมตอนขามาถึงมาอยู่ที่นี่ คิดว่าติดมากับรถขบวนก่อนมั๊ง แต่พอกลับไปถึงที่สถานีรถไฟก็เจออีก พี่สาวบอกว่าเขาปั่นจักรยานตามมาดักข้างหน้า ง่ะ! จริงดิ เล่นงี้เลย พอขึ้นไปถึงสถานีเห็นเด็กคนนึงกำลังใช้เครื่องประทับตราอยู่ ผมเลยไปต่อแถวใช้บ้าง แต่ว่าตราประทับของที่นี่อันใหญ่มากเลย มาคราวหน้าคงต้องหาสมุดพกเล่มที่ใหญ่ขึ้นอีกซักหน่อยแล้วล่ะ