วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

บนภูเขาสู่เมืองหลวงชูบุ-โทยามะ

หลังจากนั่งรถจากโองิซาวะมาถึงจุดแรกคือเขื่อนคุโรเบะ เขื่อนสีดำที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ มาถึงตรงนี้จะมีมาสคอร์ตของเขื่อนแลร้านค้า สามารถนั่งพักได้สักครู่ ถ่ายรูปได้สักโหล(จริง ๆ เกินกว่าโหลซะอีก)






เมื่อหายเหนื่อยก็เดินข้ามเขื่อนมาอีกฝากหนึ่งนั่งรถกระเช้าไต่ขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ บางจุดของเขาจะพบกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ก็จะหนาแน่นนิดหน่อย หากใครมาเป็นกรุ๊ปจะมีช่องกรุ๊ปให้เข้าด้วย แถวจะสั้นนิดนึงแต่เวลาปล่อยคน เขาจะปล่อยพร้อมกัน ดังนั้นให้เกาะกันไว้ดี ๆ หรือตกลงกันไว้ว่าถ้าพลัดกันขึ้นมาจะรอที่สถานีถัดไปนะ ไม่ต้องตกใจ





ในบางจุดก็จะพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ เดินทางไต่ขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงจะสูงสุดของภูเขา Murodo เมื่อมองออกไปภายนอกอาคารจะพบกับสิ่งที่ผมตั้งไว้เป็นเป้าหมายของครั้งนี้คือกำแพงหิมะครับ ขาวโพลนไปหมด เป็นกำแพงหิมะสูงกว่า 9 เมตร ตอนแรกกะว่าจะออกไปเดินเล่นเลย แต่พอมองดูเวลาเกือบบ่าย 2 แล้ว จึงตัดสินใจหาอาหารรองท้องสักนิด โดยในตัวอาคารจะมีร้านขายอุด้งและไส้กรอกให้ทานรองท้อง คาดว่าน่าจะมีห้องอาหารด้วย แต่ผมไม่มีเวลาหา



เพราะเวลาที่อยู่ในตอนนี้ก็เลยเวลาที่คำนวนมาเยอะพอสมควร หลังจากหาอะไรรองท้องแล้วก็ได้เวลาออกไปเดินเล่นครับ ทางออกจะมีป้ายบอกเดินตามป้ายลงไปชั้น 1 เลยครับ เราสามารถเดินถ่ายรูปได้เฉพาะบริเวณที่เจ้าหน้าที่จัดไว้เท่านั้นนะครับ และห้ามถอดเสื้อถ่ายรูปเพื่อแสดงความเก่งว่าไม่หนาวด้วย หากทำอาจจะโดนเจ้าหน้าที่จับปรับด้วย(เห็นคนจีนทำแล้วมีเจ้าหน้าที่ วิ่งมาเลย)




เมื่อออกมานอกอาคารจุดแรกจะเป็นทางเดินในกำแพงคล้ายเขาวงกต ถัดออกมาจะเป็นลานกว้างให้เห็นลานสกี และเป็นเดินเลาะกำแพงไปยังจุดที่สูงที่สุดของกำแพงหิมะด้วย โดยในปีที่ผมไปกำแพงหิมะสูงสุดคือ 19 เมตร ช่วงที่ผมไปคือ 12 เมตร ถ้านับจากตอนที่เปิดฤดูกาลเที่ยวกำแพงหิมะคือกลางเดือนเมษายน ถึง 18 พฤษาคมที่ผมไป ก็ประมาณ 1 เดือน น้ำแข็งละลายลงมาเกือบ 7 เมตร หลังจากเดินถ่ายภาพอยู่เกือบชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางต่อ คราวนี้เราจะลงจากเขาเพื่อเข้าเมืองครับ เดินกลับไปที่อาคาร ขึ้นไปชั้น 2 จะมีป้ายบอกว่าขึ้นรถบัสที่ไหน การลงเขาจะลงด้วยรถบัสลัดเลาะไปตามทางเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็นั่งหลับไปเลยครับ ถ้าไม่หลับก็เตรียมยาอมไว้ด้วย เพราะความกดอากาศค่อนข้างเปลี่ยนบ่อย




เมื่อถึงสถานีด้านล่างก็ต่อรถกระเช้าลงไปอีกต่อหนึ่งประมาณ 20 นาที รวมแล้วใช้เวลาลงเขา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ เมื่อลงมาถึงด้านล่างก็จะเป็นสถานีทาเทยามะ เดินลงไปชั้นใต้ดินจะเป็นสถานีรถไฟเข้าเมืองโทยามะ เมื่อไปถึงก็จัดแจงซื้อตั๋วกรุ๊ป 10 คน 1 หมื่นเยน ใช้เวลาเข้าเมืองอีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ดูวิวไปเพลิน ๆ เมื่อไปถึงเป็นเวลาเย็นแล้ว แต่จะมัวหาของกินก็ไม่ได้




ต้องรีบหาโรงแรมก่อน ดูจากแผนที่แล้วก็ตรงไปหากันโรงแรมที่จองในคืนนี้คือ Toyoko INN No.1 หากใครจองโรงแรมนี้แล้ว ออกจากสถานีมาแล้วเจอป้าย Toyoko Inn อย่าเพิ่งดีใจนะครับ นั่นเป็นโรงแรมเก่าครับ ปัจจุบันเป็นอาคารร้าง(ตอนที่ผมไปนะครับ) เดินหาชื่อถนนแล้วก็ดิ่งไปเลยครับ แปีปเดียวก็เจอแล้ว และสิ่งที่เรากังวลคือกระเป่าจะมารึเปล่านะ เมื่อไปถึงโรงแรมเห็นกระเป๋าตัวเองวางอยู่ตรงลอบบี้ก็เบาใจ เช็คอินแล้วก็เอากระเป๋าไปเก็บ ลงมาหาของกินวันนี้ฝากท้องกับ Lawson เพราะร้านในเมืองปิดแล้ว เหลือเพียงร้านเหล้าที่เปิด เมื่อได้เสบียงแล้วก็ต้องทำงานต่อคือ หาร้านเช่ารถที่จะใช้ในครึ่งวันเช้าพรุ่งนี้


ลองดูแผนที่แล้วก็ไปตามหา เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ต้องรีบมาก เมื่อเจอแล้วคุยกับเจ้าหน้าที่พอสมควร จึงลากลับ ทานอาหาร อาบน้ำแล้วก็นอน ราตรีสวัสดิ์




วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

ข้ามหุบเขา สู่โทยามะ

18 พฤษภาคม 2558

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบ ๆ ออกไปหา ซื้อของขวัญให้เธอสักหน่อย ไม่ใช่ละ วันนี้ออกเดินทางจากโรงแรมแต่เช้าครับประมาณ 6 โมง เพราะต้องเดินทางไปเจแปนแอลป์ ชมกำแพงน้ำแข็ง แต่จากมัตสึโมโตะต้องขึ้นรถไฟไปยัง


Shinano-Omachi(ชินาโนะ โอมาจิ) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่การเดินทางค่อนข้างทุลักทุเลสักนิดเพราะต้องลากกระเป๋าเดินทางไปกันด้วย เนื่องจากวันนี้จะข้ามเขาไปพักกันที่Toyama(โทยามะ) เมืองหลวงของเขตนี้ หลังจากที่นั่งชมวิว กึ่งหลับกึ่งตื่นกันมานาน ก็ถึงชินาโนะโอมาจิ แต่จะลากกระเป๋าข้ามเขารึ ไม่มีทางครับ เราจะฝากกระเป๋าให้ไปส่งที่โรงแรมในคืนนี้ ตอนแรกว่าจะฝากไปกับแมวดำในเมืองมัตสึโมโตะ แต่เมื่อลองถามดูทราบว่าเขาจะส่งถึงโรงแรมในตอนเย็นของอีกวัน แต่ผมได้เตรียมแผนสำรองมาคือ เมื่อออกจากสถานีทางด้านขวาจะมีร้านขายของฝากอยู่ ที่นั่นมีคุณป้ารับบริการฝากกระเป๋าด้วย โดยส่งเช้านี้ถึงเย็นของวันนั้นเลย โดยจะมีใบรับฝากกระเป๋าให้





แต่เราจะต้องเขียนแทกประเป๋าทุกใบ เมื่อเขียนเสร็จก็ต้องรีบขึ้นรถบัสไป Ogisawa(โองิซาวะ) อีกประมาณ 40 นาที โดยรถบัสนี้จะออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง นั้นแปลว่าถ้าไม่ทันต้องรออีก ครึ่งชั่วโมง ซึ่งหากคำนวนเวลาจากมัตสึโมโตะผิดก็จะถึงโองิซาวะช้า และจะข้ามเขาก็จะช้า หรืออาจจะไม่มีเวลามากพอจะถ่ายรูปด้วย เมื่อมาถึงโองิซาวะ ก็ถือว่าเราอยู่เชิงเขาทาเทยามะแล้ว
เวลาเกือบ 10 โมง เมื่อดูเวลารอบต่อไปที่จะขึ้นเขาคือเวลา 10 โมง นั่นจึงทำให้เราต้องรีบซื้อตั๋ว อย่างที่ผมบอกครับว่าถ้าช้าก็ต้องรอรอบต่อไป และก็จะทำให้การทำอย่างอื่นช้าตามไปด้วย โดยการเดินทางไม่ใช่ขึ้นรถแล้วข้ามเขา แต่เป็นขึ้นบัส ต่อกระเช้า สลับกันไปตามแต่ว่าพื้นทีส่วนไหนเป็นอย่างไร ในการเดินทางจากโองิซาวะไปยังที่แรกคือเขื่อนคุโรเบะด้วยรถบัส ซึ่งหากเราซื้อตั๋วรอบ 10 โมงแล้วเราขึ้นรถบัสรอบ 10 โมงไม่ทัน ก็ต้องไปขอให้เขาออกตั๋วใหม่


โดยตั๋วนั้นจะมีทั้งแบบไป-กลับ(ขึ้นไปถึงส่วนมุโรโดะที่มีกำแพงหิมะ) และแบบขาเดียวข้ามไปอีกฝั่งนึง ผมเลือกแบบขาเดียว ที่หมายที่เราจะไปคือ เมืองToyama(โทยามะ) ราคา 9,490 เยน ราคานี้รวมกับค่ารถไฟไปเข้าเมืองแล้ว แต่พอบอกเขาว่ามากัน 10 คน เขาแนะนำว่างั้นลงที่ Tateyama(ทาเทยามะ) แล้วไปซื้อตั๋วกรุ๊ปที่สถานีจะถูกกว่าเหลือคนละ 1,000 เยน นั่นแปลว่าเราจะประหยัดไปได้ 200 เยน/คน ก็ดีนะครับ เขาไม่เอาเปรียบเรา แต่เสนอวิธีเดินทางที่ประหยัดให้เราด้วย โดยตั๋วที่ไปทาเทยามะราคาในตอนนั้นประมาณ 8,290 เยน ซึ่งไม่ว่าจะซื้อตั๋วลงที่โทยามะ หรือทาเทยามะ ก็ต้องขึ้นรถไฟที่เดียวกันคือที่ทาเทยามะ


เรื่องตั๋วจบไปเรียบร้อย พอซื้อตั๋วเสร็จดูนาฬิกา 10 โมงแล้ว ผมรีบวิ่งไปก่อนเลย ไปถ่างประตูรถไว้(เก่งมะ ^^) จริง ๆ คือวิ่งไปบอกเจ้าหน้าที่ว่ารอสักนิดนะ มีผุ้ใหญ่กำลังตามมา โดยรถบัสนี้เป็นรถบัสไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยสารรถบัสมาประมาณ 10 นาที ตลอดเวลาจะมีวิดีโอฉายพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวของเขาทาเทยามะนี้ด้วย จุดแรกที่เราหยุดคือเขื่อนคุโรเบะ เมื่อมาถึงตรงนี้ไม่ต้องพะวงเรื่องเวลารถ เพราะเราสามารถใช้เวลาได้เต็มที่ จะขึ้นรถคันไหนตอนไหนก็ได้ แต่ต้องบริหารเวลากันด้วยนะครับ