วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

วันเดียวชะโงก 2 เมือง ซัปโปโร,โอตารุ

20 พฤษภาคม 2558

เมื่อได้ยินเสียงประกาศว่าที่นี่ Shin-Sapporo ก็ตื่นขื่นมาปลุกทุกคนเพราะจากชินซัปโปโระไปถึงซัปโปโระใช้เวลาประมาณ 10 นาที จนเมื่อเวลาบอกว่า 7.30 น. ก็ถึงซัปโปโระ หลังจากออกมาแล้วสิ่งที่ต้องทำคือหาตู้ลอคเกอร์ฝากกระเป๋า เพราะวันนี้ผมจะพักกันทีเมืองโอตารุ เมืองที่แสนโรแมนติกอีกเมืองหนึ่งของฮอกไกโด


จึงวางแผนว่าในช่วงเช้าจะเที่ยวในเมืองซัปโปโระ แล้วค่อยไปโอตารุในช่วงบ่าย เพราะเมืองโอตารุห่างจากซัปโปโระเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ในตอนแรกผมไม่ได้ใส่ฮอกไกโดลงในในแผนครับ คิดว่าจะพาขับรถจากโทยามะ มาเที่ยวทากายามะ โดยแวะชิราคาวะโกะ พักที่ทากายามะ แล้วในวันนี้จะเดินทางจากทากายามะไปนาโกย่า แวะเที่ยวเกโระ เมืองออนเซน แต่ญาติที่ไปด้วยบอกว่าอยากไปฮอกไกโด ผมกับพี่สาวเลยต้องสลับขึ้นมาด้านบน และหาที่พักแบบกระทันหัน



ทำให้วันนี้ต้องชะโงก 2 เมือง หลังจากฝากกระเป๋าไว้ในลอคเกอร์แล้ว ออกมาถ่ายภาพด้านนอก แล้วเริ่มเดินจากสถานีชมเมืองไปเรื่อย ๆ จุดหมายคือที่ทำการเก่าเมืองฮอกไกโด ออกมาทางด้านทิศใต้ของสถานี เลี้ยวขวา เดินไปตามทางเรื่อย ๆ ผ่านไปประมาณ 10 นาที ก็จะเห็นตีกสีแดง นั่นคือที่ทำการเก่าของเมืองฮอกไกโด เป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวแวะมากชม ถ้ามาในช่วงกรกฏาคม-สิงหาคม จะสามารถพบนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาสัมผัสกับเทศกาลดอกไม้ของฮอกไกโดพอสมควร ในตอนที่ผมไปนั้นมีงานเทศกาลเกี่ยวกับพืชผักของฮอกไกโด




เดินดูสักพักก็ออกเดินต่อไปยังหอนาฬิกาประจำเมือง จุดที่ถือว่าถ้ามาซัปโปโรแล้วไม่ถ่ายภาพกับหอนาฬิกานี้ ถือว่ามาไม่ถึง หลังจากเก็บภาพสักพัก ก็ออกเดินต่อไปยังลานกลางเมือง เป็นสวนหย่อมที่แบ่งเมืองซัปโปโระออกเป็น 2 ซีก และที่สวนแห่งนี้เอง ในฤดูหนาวยังใช้จัดเทศกาลหิมะนานาชาติที่มีชื่อเสียงของเมืองซัปโปโระและของญี่ปุ่นอีกด้วย ผมพาเดินผ่านสวนขึ้นไปด้านบนจนถึงหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์ของเมืองซัปโปโร ถ่ายภาพสักพัก ก็ลงรถไฟใต้ดินไปยังโรงงานชอคโกแลตชิโรอิโคอิบิโตะพาร์ค








การเดินทางจากหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์ไปยังชิโรอิโคอิบิโตะพาร์ค(Shiroi Koibito Park) ใช้บริการรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงที่สถานี Miyanosawa แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที หรืออาจจะใช้บริการรถแทกซี่ที่จอดหน้าสถานีก็ได้ แต่อาจจะได้รับคำตอบว่า ลองเดินไหม แค่นี้เอง หลุดมุมตึกนั้นไปก็ถึงแล้ว เมื่อมาถึงครอบครัวของผมรออยู่ด้านล่าง ให้ครอบครัวของอาขึ้นไป เพราะครอบครัวผมเคยมาแล้ว โดยซื้อตั๋วให้แล้วก็ให้เขาขึ้นไปเอง ไปตามทางที่เจ้าหน้าที่บอก แต่ก็อดถามเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่า อยากกินเค้กบนชั้นนั้น ขึ้นไปยังไง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเค้กที่มีจำหน่ายในชั้นบนนั้น มีจำหน่ายทางด้านล่างบริเวณของฝาก แต่หากต้องการทานเค้กที่ทำพิเศษเฉพาะวัน ต้องซื้อตั๋วขึ้นไปทาน(แหม! ไม่พลาดเรื่องรายได้เลยเนอะ ^^!) ว่าแล้วก็ไปถ่ายภาพและทานเค้กนั่งรอครอบครัวอาที่ขึ้นไปชมด้านบน เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ลงมากัน(เร็วกว่าที่คิด) นั่งพักกันสักนิดให้หายเหนื่อย(ก็เดินปั่นกันมาแต่เช้าแล้วนี่นะ) ดูเวลาก็เลยเที่ยงมาเยอะแล้ว ตัดสินใจพาทุกคนไปทานราเมงขึ้นชื่อของเมืองฮอกไกโดที่ตรอกราเมง เดินย้อนกลับมาที่สถานี Miyanosawa ลงรถไฟใต้ดินสาย Tazai ไปลงที่สถานี Odori แล้วต่อรถไฟสาย Namboku ไปลงที่สถานี Susukino แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที




โดยการซื้อตั๋วนี้จะเป็นตั๋วที่จำหน่ายเฉพาะสาย Tozai เท่านั้น เมื่อไปถึงสถานี Odori ต่อรถไฟสาย Namboku ไปลงที่ Susukino เราจะออกไม่ได้ ต้องไปที่เครื่องปรับราคาตั๋ว ชำระค่าเดินทางในส่วนที่เกินมาก่อน ถึงจะออกไปได้ แต่หากใครต้องการมาที่ตรอกราเมงโดยใช้บริการรถไฟเพียงแค่สาย Tozai ก็ทำได้ โดยการเดินจากสถานี Odori ชมเมืองมาเรื่อย ๆ ประมาณ 10 นาที ร้านที่ผมเลือกเป็นร้านแรกหัวมุม(จำชื่อร้านไม่ได้ ขออภัยครับ) ร้านนี้ได้รับการยอมรับจากคนในเมืองซัปโปโรว่าเป็นร้านที่อร่อย และใช้วัตถุดิบดีที่สุด เคยมีรายการทีวีมาทำรายการมากมาย

ส่วนตัวผมเองเคยมาทานที่ร้านนี้เมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งเทียบกับร้านทีได้ทานในตรอกนี้จากคราก่อนก็ถือว่าร้านนี้รสชาติดีที่สุด หากใครมาช่วงเวลาที่ร้านคนเยอะ แล้วไม่ต้องการรอ ก็ลองหาทานร้านอื่นในตรอกนี้ได้ครับ รสชาติไม่ทิ้งกันมาก อร่อยทุกร้าน ผมรับรอง แถมทุกร้านยังมีการเขียนคำนิยมจากคนดังต่าง ๆ ของญี่ปุ่น และนักชิม นักแสดงชาวไทยมาเขียนคำนิยมไว้ทุกร้านที่เข้าไป เมื่อทานเสร็จ หนังท้องตึง ก่อนที่หนังตาจะหย่อน ผมต้องรีบพาทุกคนไปที่ถัดไป ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเอฟเฟคจากการทานได้ ก็เดินอืด ๆ กันไปสถานีซุซุกิโนะ ไปสถานีซัปโปโระ


แล้วก็ไปรับกระเป๋าคืนจากตู้ลอคเกอร์ จึงเริ่มเดินทางไปโอตารุกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงอย่างที่บอก ก็ถึงเมืองซัปโปโระ สำหรับโรงแรมผมเลือกที่เก่าคือ Dormy Inn เนื่องจากเป็นโรงแรมที่สะดวกต่อการเดินทางและสามารถคำนวนเวลาในการออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นได้ง่าย หลังจากเช็คอิน แจกกุญแจให้ทุกคนนำกระเป๋าไปเก็บ

เนื่องจากตอนที่เรามาถึงเป็นเวลาที่ค่อนข้างบ่ายมากแล้ว ทำให้การเดินชมเมืองทำได้ค่อนข้างลำบาก จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถนนย่านการค้าบริเวณริมคลองโอตารุ และโรงงานเครื่องแก้วกล่องตนตรีแทน โดยเรียแทกซี่จากโรงแรมให้ไปส่งที่โรงงานเครื่องแก้วเลย แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาเดินเล่นทีหลัง เพราะโรงงานเครื่องแก้วจะปิดแล้ว ไฮไลท์ของโรงงานเครื่องแก้วอยู่ที่นาฬิกาไอน้ำที่เหลือเพียง 3 เรื่อนในโลก โดยนาฬิกาไอน้ำนี้จะพ่นไอน้ำทุก 15 นาที


และจะพ่นครั้งใหญ่ทุกชั่วโมง ผมปล่อยให้ทุกคนสนุกกับที่นี่และถ่ายรูปกับนาฬิกาไอน้ำ ส่วนตัวผมต้องรีบไปซื้อไอติม ไม่งั้นร้านปิด เพราะไอติมที่นี่มีจำนวนชั้นของไอติมเยอะสุดเท่าที่ผมเคยทานมา พอไปถึงก็พบกับน้องพนักงานกำลังนับเงินกัน ก็ถามว่าปิดร้านรึยัง เขาก็ตอบว่ายังค่ะ ผมเลยบอกว่างั้นผมขออันนึง


แล้วน้องเขาก็หันไปเปิดเครื่องทำไอติม นั่นแปลว่า น้องเขาปิดร้านไปแล้ว แต่มีลูกค้ามาเลยเปิดเครื่องใหม่ แหม!!! น่ารักมาก ผมถึงได้ชอบญี่ปุ่นนี่แหล่ะครับ หลังจากที่ผมได้ไอติมแล้ว ก็เดินกลับมาหาทุกคนที่ร้านเบเกอรี่ประจำเมือง Le tao โดยถ้าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจะเขียนว่า Rutao(รุตาโอะ) ซึ่งเป็นการอ่านกลับหลังของ "โอตารุ" ชื่อเมืองน่ะเอง ผมโชไอติมให้ทุกคนดู ทุกคนตื่นเต้นและทานไอติมกัน หลังจากเสร็จจากร้านนี้แล้ว ก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี ผมเลือกร้านเดิมที่มาคราวที่แล้วนั่นคือ Waraku



ชาอบ 

ชาข้าว
 











เมื่อเข้าไปในร้านก็พบว่าเป็นเวลาอาหารเย็น มีลูกค้าแน่นร้าน บอกเขาไปว่า 10 คน เขาก็ทำท่ากังวลนิดหน่อยเพราะโต๊ะใหญ่ท่าทางจะไม่พร้อม ทางร้านเลยบอกว่างั้นนั่งโต๊ะ 5 ท่าน นั่งเคาเตอร์ 5 ท่านนะ ตอนนั้นยังไงก็ได้แล้วล่ะครับ การทานค่อนข้างจะลำบากนิดนึง เพราะหากต้องการสั่งที่นอกเหนือจากบนสายพาน หากเราอ่านเมนูไม่ออกจะต้องชี้นิ้วสั่งกับพ่อครัว แต่ก็ไม่เกินความสามารถของเราแน่ครับ



หลังจากทานเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงรายการสุดท้ายของวันคือการชมคลองในยามค่ำ โดยคลองนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ๆ คู่รักมักจะมาใช้เวลาร่วมกันก่อนที่จะเดินทางกลับที่พักครับ

วันวุ่นวายชิราคาวะโกะ-สู่ฮอกไกโด

19 พฤษาคม 2558

วันนี้ตื่นแต่เช้ารับรถ 8 โมงเช้า ต้องไปตั้งแต่ที่เช่ารถเปิด เพราะโปรแกรมของผมวันนี้แม้จะไม่เยอะ แต่ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะเช่ารถครึ่งวันเช้าไปชิราคาวะโกะ คืนรถตอนบ่าย หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟไปอาโอโมริ นั่งรถนอน Hamanasu(ฮามะนะสึ) แต่ปัจจุบันเลิกวิ่งไปแล้วครับ เพราะรถไฟชินคันเซ็นวิ่งไปถึงฮาโกะดาเตะซึ่่งเป็นสถานีแรกของฝั่งฮอกไกโดแล้ว ขบวนนี้จึงถูกยกเลิกการวิ่ง ภายหลังรถไฟขบวนนี้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งมาให้เมืองไทยได้ใช้กันในข่าวเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา เริ่มกันเลยดีกว่า



ตื่นเช้าหน่อยเก็บกระเป๋าไว้แล้วแต่เมื่อคืน แต่งตัวเสร็จก็ลงมาทานข้าวข้างล่าง ให้คนอื่นเฝ้ากระเป๋าและเช็คเอาท์ ส่วนผม พี่ชายกับพี่สาวก็วิ่งไปรับรถ เมื่อวิ่งไปถึงก็บอกว่ามารับรถที่จองไว้ ขอสั้น ๆ ตอนบ่ายต้องไปฮอกไกโด เขาก็ให้เจ้าหน้าที่พาผมกับพี่สาวไปตรวจรถ ส่วนพี่ชายจ่ายค่าเช่ารถ พอเคลียร์เรียบร้อยก็ขับไปรับคน จากโทยามะไปชิราคาวาโกะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในวันที่ผมไปมีฝนในช่วงเช้า หากใครลืมเอาร่มไปที่โรงแรมมีให้ยืม ย้ำนะครับว่ายืม เมื่อใช้เสร็จแล้วก็นำมาคืนในที่เสียบร่มด้านหน้าลอบบี้ ขับออกเมื่อเรื่อย ๆ ดูวิวไปเพลิน ๆ ก็ถึงชิราคาวะโกะ เมืองมรดกโลกอีกเมืองที่มีบ้านทรงพนมมือ การเดินทางมาที่นี่สามารถมาได้ด้วยรถบัสที่เมืองโทยามะ และทากะยามะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงทั้งคู่ ตั๋วเป็นแบบไป-กลับ หากขับรถมาเองแล้วตั้ง GPS มาที่ชิราคาวะโกะ ส่วนใหญ่จะสิ้นสุดที่ศูนย์ของฝากชิราคาวะโกะ ให้ขับตรงเข้าเมืองไปเรื่อย ๆ ครับ ตรงตามทางไปเรื่อย ๆ ครับ หากใครกลัวหลง เลยจากศูนย์ของฝากชิราคาวะโกะมาหน่อยทางขวามือจะเป็นที่ทำการเมืองชิราคาวะโกะ แวะเข้าไปถามทางได้ครับ






พอเข้าไปบอกว่าเขาว่าจะไปหมู่บ้านชิราคาวะโกะ เขาจะหยิบแผนที่พร้อมทั้งวงมาให้ว่าอยู่ตรงไหน ขับไปจนกระทั่งเห็นอุโมงค์ด้านขวามือ ผมแนะนำให้เลี้ยวซ้ายขึ้นเนินไปจุดชมวิวก่อนครับ เพราะถ้าสายคนที่จุดชมวิวจะเยอะ แม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้การจะได้ภาพที่เราต้องการอาจจะทำได้ยากครับ พอมาถึงจุดชมวิว ไม่มีใครเลยครับ แบบนี้ก็ลุยเต็มที่ ถ่ายได้ตามสบาย แดดอ่อนรำไร ตัดกับภาพหมู่บ้านด้านล่างทำให้ฟินกับที่นี่มาก เป็นหนึ่งในเมืองที่ผมรู้สึกมาแล้วสดชื่นทุกครั้ง บางคนมาพักในบ้านทรงพนมมือก็ฟินไปอีกแบบ แต่ค่าที่พักก็ค่อนข้างสูงหากเทียบกับการพักในเมืองโทยามะหรือทาคายามะครับ หากใครสนใจที่จะพักในเมืองนี้ลองหาข้อมุลดูนะครับ




เป็นการพักในบ้านของคนพื้นที่ ที่เปิดเป็นเกสต์เฮาส์ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก หลังจากถ่ายภาพเสร็จ ด้านหลังมีร้านของของฝากแวะสักนิด สิ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คือตุ๊กตาเด็กสีต่าง ๆ โดยที่แต่ละสีจะมีคำอวยพรต่างกัน คำอธิบายจะเขียนไว้ด้านล่างในตู้โชว์ มีด้วยกันหลายขนาด โดยที่บางทีตัวเล็กกับตัวใหญ่คำอวยพรจะต่างกันครับ หลังจากชอปเสร็จก็ได้เวลาลงพอดีกับที่มีกลุ่มใหม่มา ขับกลับมาตามทางที่ขึ้น เมื่อลงมาถึงด้านล่างก็ขับตรงเข้าไปยังอุโมงค์เลยครับ ทะลุอุโมงค์มาก็จะพบกับหมู่บ้านทรงพนมมือที่เขาอนุรักษณ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว หาที่จอดรถเสร็จก็เดินเที่ยวกันเลย







จุดเด่นของหมู่บ้านทรงพนมมือคือ เป็นบ้านที่มีทรงหลังคาสูงหลังคาทำจากหญ้าคล้าย ๆ กับการปูหญ้าคาบ้านเรา แต่ที่นี่จะมีความหนามาก เนื่องจากในหน้าหนาวจะช่วยเรื่องการเก็บความร้อนไว้ได้นาน ทำให้บ้านอบอุ่นตลอดเวลา การมาเยือนในครั้งนี้ผมถือว่าค่อนข้างโชคดี เพราะได้เห็นการเปลี่ยนหญ้าปูหลังคาด้วย เดินเก็บภาพจนถึงประมาณเที่ยวก็ได้เวลากลับ เพราะต้องขับกลับอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยความที่เพลินกับเวลามากไปนิด ทำให้ต้องขับรถรีบนิดนึง แต่ก็ไม่ควรรีบจนเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดนะครับ ถ้าเกินอาจจะไม่มีตำรวจขับตาม แต่จะมีค่าปรับเพิ่มเข้ามาในบิลที่ทางธนาคารเรียกเก็บ เพราะตอนจ่ายเงินกับทางบริษัทเช่ารถ เขาจะให้เราชำระเป็นบัตรเครดิต ถ้าหากมีค่าอะไรเกี่ยวกับรถเขาจะชาร์จเพิ่มเข้ามาเลย แล้วจะส่งใบเสร็จมาให้เราที่เมืองไทย เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้ชาร์จมั่วนะ 


เมื่อมาถึงเมืองผมให้พี่สาวและทุกคนลงไปก่อนเพื่อจองตั๋วรถไฟชินคันเซน ส่วนผมกับพี่ชายจะเอารถไปคืน หลังจากคืนรถแล้ว(เกินเวลามานิดหน่อย เพราะหาศูนย์รถไม่เจอ ลืมให้เขาตั้งโฮมให้) แวะหาข้าวกล่องที่สถานีรถไฟ





แล้วก็วิ่งขึ้นรถไฟไปอาโอโมริ โดยเราต้องนั่ง Hokuriku Shinkansen ไปลงที่ Omiya จากนั้นก็นั่ง Tohoku Shinkansen ไปลงที่ Shin-Aomori แล้วก็นั่งรถจาก Shin-Aomori ไปที่ Aomori รถไฟนอนสาย Hamanasu ไปซัปโปโร โดยฮามานะสุ นี้จะวิ่งออกจากอาโอโมริเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องนั่งหลายต่อ ในปัจจุบัน Tokoku Shinkansen วิ่งไปจนถึง Shin Hakodate แล้ว ดังนั้นรถไฟข้ามไปฝั่งฮอกไกโดทุกขบวนจึงถูกยกเลิกทั้งหมดครับ รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ใช่ครับ 6 ชั่วโมงไม่ผิดหรอกครับ เพราะจากโทมิยะมาที่โอมิยะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และจากโอมิยะไปยังอาโมริใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิด ๆ หลังจากถึงสถานีอาโอโมริแล้วสิ่งที่จอดรอเราอยู่คือรถนอนขบวนฮามานะสุ โดยรถขบวนนี้มี 2 แบบคือเป็นตู้แบบนอนราบซึ่งจะมีเพียง 2 ตู้เท่านั้น และหากผู้ถือบัตรเจอาร์ต้องการตู้นี้จะต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก็มักจะเต็มอย่างรวดเร็ว และตู้แบบนั่งแต่เก้าอี้ปรับเอนได้ คล้าย ๆ ปรับเอนแบบรถทัวร์บ้านเรา แต่จะปรับเอนได้เกือบราบ ตู้นี้ผู้ถือบัตรเจอาร์สามารถจองได้เลย ซึ่งผมได้จองตั้วแต่วันที่มาถึงแล้ว




แต่อย่างที่ผมบอกไปว่าปัจจุบันรถไฟขบวนนี้ได้ถูกยกเลิกการวิ่งและทางรัฐบาลญี่ปุ่นส่งมาให้เมืองไทยใช้ รถไฟขบวนนอนฮามานะสุนี้มีเพียงแค่เที่ยวเดียววิ่งเวลา 22.00 ถึงปลายทางซัปโปโรเวลาประมาณ 7 โมงเช้า เรียกว่านอนไปเรื่อย ๆ แต่รถขบวนนี้ก็ไม่ได้ว่าจะวิ่งไปจนถึงซัปโปโรนะครับ แต่จะหยุดตามสถานีใหญ่ ๆ เช่นฮาโกะดาเตะ เวลาประมาณ 1 นาฬิกา หลังจากนั้นผมหลับไปจนถึงซัปโปโรเลย