เมื่อได้ยินเสียงประกาศว่าที่นี่ Shin-Sapporo ก็ตื่นขื่นมาปลุกทุกคนเพราะจากชินซัปโปโระไปถึงซัปโปโระใช้เวลาประมาณ 10 นาที จนเมื่อเวลาบอกว่า 7.30 น. ก็ถึงซัปโปโระ หลังจากออกมาแล้วสิ่งที่ต้องทำคือหาตู้ลอคเกอร์ฝากกระเป๋า เพราะวันนี้ผมจะพักกันทีเมืองโอตารุ เมืองที่แสนโรแมนติกอีกเมืองหนึ่งของฮอกไกโด
จึงวางแผนว่าในช่วงเช้าจะเที่ยวในเมืองซัปโปโระ แล้วค่อยไปโอตารุในช่วงบ่าย เพราะเมืองโอตารุห่างจากซัปโปโระเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ในตอนแรกผมไม่ได้ใส่ฮอกไกโดลงในในแผนครับ คิดว่าจะพาขับรถจากโทยามะ มาเที่ยวทากายามะ โดยแวะชิราคาวะโกะ พักที่ทากายามะ แล้วในวันนี้จะเดินทางจากทากายามะไปนาโกย่า แวะเที่ยวเกโระ เมืองออนเซน แต่ญาติที่ไปด้วยบอกว่าอยากไปฮอกไกโด ผมกับพี่สาวเลยต้องสลับขึ้นมาด้านบน และหาที่พักแบบกระทันหัน
ทำให้วันนี้ต้องชะโงก 2 เมือง หลังจากฝากกระเป๋าไว้ในลอคเกอร์แล้ว ออกมาถ่ายภาพด้านนอก แล้วเริ่มเดินจากสถานีชมเมืองไปเรื่อย ๆ จุดหมายคือที่ทำการเก่าเมืองฮอกไกโด ออกมาทางด้านทิศใต้ของสถานี เลี้ยวขวา เดินไปตามทางเรื่อย ๆ ผ่านไปประมาณ 10 นาที ก็จะเห็นตีกสีแดง นั่นคือที่ทำการเก่าของเมืองฮอกไกโด เป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวแวะมากชม ถ้ามาในช่วงกรกฏาคม-สิงหาคม จะสามารถพบนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาสัมผัสกับเทศกาลดอกไม้ของฮอกไกโดพอสมควร ในตอนที่ผมไปนั้นมีงานเทศกาลเกี่ยวกับพืชผักของฮอกไกโด
เดินดูสักพักก็ออกเดินต่อไปยังหอนาฬิกาประจำเมือง จุดที่ถือว่าถ้ามาซัปโปโรแล้วไม่ถ่ายภาพกับหอนาฬิกานี้ ถือว่ามาไม่ถึง หลังจากเก็บภาพสักพัก ก็ออกเดินต่อไปยังลานกลางเมือง เป็นสวนหย่อมที่แบ่งเมืองซัปโปโระออกเป็น 2 ซีก และที่สวนแห่งนี้เอง ในฤดูหนาวยังใช้จัดเทศกาลหิมะนานาชาติที่มีชื่อเสียงของเมืองซัปโปโระและของญี่ปุ่นอีกด้วย ผมพาเดินผ่านสวนขึ้นไปด้านบนจนถึงหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์ของเมืองซัปโปโร ถ่ายภาพสักพัก ก็ลงรถไฟใต้ดินไปยังโรงงานชอคโกแลตชิโรอิโคอิบิโตะพาร์ค
การเดินทางจากหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์ไปยังชิโรอิโคอิบิโตะพาร์ค(Shiroi Koibito Park) ใช้บริการรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงที่สถานี Miyanosawa แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที หรืออาจจะใช้บริการรถแทกซี่ที่จอดหน้าสถานีก็ได้ แต่อาจจะได้รับคำตอบว่า ลองเดินไหม แค่นี้เอง หลุดมุมตึกนั้นไปก็ถึงแล้ว เมื่อมาถึงครอบครัวของผมรออยู่ด้านล่าง ให้ครอบครัวของอาขึ้นไป เพราะครอบครัวผมเคยมาแล้ว โดยซื้อตั๋วให้แล้วก็ให้เขาขึ้นไปเอง ไปตามทางที่เจ้าหน้าที่บอก แต่ก็อดถามเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่า อยากกินเค้กบนชั้นนั้น ขึ้นไปยังไง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเค้กที่มีจำหน่ายในชั้นบนนั้น มีจำหน่ายทางด้านล่างบริเวณของฝาก แต่หากต้องการทานเค้กที่ทำพิเศษเฉพาะวัน ต้องซื้อตั๋วขึ้นไปทาน(แหม! ไม่พลาดเรื่องรายได้เลยเนอะ ^^!) ว่าแล้วก็ไปถ่ายภาพและทานเค้กนั่งรอครอบครัวอาที่ขึ้นไปชมด้านบน เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ลงมากัน(เร็วกว่าที่คิด) นั่งพักกันสักนิดให้หายเหนื่อย(ก็เดินปั่นกันมาแต่เช้าแล้วนี่นะ) ดูเวลาก็เลยเที่ยงมาเยอะแล้ว ตัดสินใจพาทุกคนไปทานราเมงขึ้นชื่อของเมืองฮอกไกโดที่ตรอกราเมง เดินย้อนกลับมาที่สถานี Miyanosawa ลงรถไฟใต้ดินสาย Tazai ไปลงที่สถานี Odori แล้วต่อรถไฟสาย Namboku ไปลงที่สถานี Susukino แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที
ส่วนตัวผมเองเคยมาทานที่ร้านนี้เมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งเทียบกับร้านทีได้ทานในตรอกนี้จากคราก่อนก็ถือว่าร้านนี้รสชาติดีที่สุด หากใครมาช่วงเวลาที่ร้านคนเยอะ แล้วไม่ต้องการรอ ก็ลองหาทานร้านอื่นในตรอกนี้ได้ครับ รสชาติไม่ทิ้งกันมาก อร่อยทุกร้าน ผมรับรอง แถมทุกร้านยังมีการเขียนคำนิยมจากคนดังต่าง ๆ ของญี่ปุ่น และนักชิม นักแสดงชาวไทยมาเขียนคำนิยมไว้ทุกร้านที่เข้าไป เมื่อทานเสร็จ หนังท้องตึง ก่อนที่หนังตาจะหย่อน ผมต้องรีบพาทุกคนไปที่ถัดไป ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเอฟเฟคจากการทานได้ ก็เดินอืด ๆ กันไปสถานีซุซุกิโนะ ไปสถานีซัปโปโระ
แล้วก็ไปรับกระเป๋าคืนจากตู้ลอคเกอร์ จึงเริ่มเดินทางไปโอตารุกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงอย่างที่บอก ก็ถึงเมืองซัปโปโระ สำหรับโรงแรมผมเลือกที่เก่าคือ Dormy Inn เนื่องจากเป็นโรงแรมที่สะดวกต่อการเดินทางและสามารถคำนวนเวลาในการออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นได้ง่าย หลังจากเช็คอิน แจกกุญแจให้ทุกคนนำกระเป๋าไปเก็บ
เนื่องจากตอนที่เรามาถึงเป็นเวลาที่ค่อนข้างบ่ายมากแล้ว ทำให้การเดินชมเมืองทำได้ค่อนข้างลำบาก จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถนนย่านการค้าบริเวณริมคลองโอตารุ และโรงงานเครื่องแก้วกล่องตนตรีแทน โดยเรียแทกซี่จากโรงแรมให้ไปส่งที่โรงงานเครื่องแก้วเลย แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาเดินเล่นทีหลัง เพราะโรงงานเครื่องแก้วจะปิดแล้ว ไฮไลท์ของโรงงานเครื่องแก้วอยู่ที่นาฬิกาไอน้ำที่เหลือเพียง 3 เรื่อนในโลก โดยนาฬิกาไอน้ำนี้จะพ่นไอน้ำทุก 15 นาที
และจะพ่นครั้งใหญ่ทุกชั่วโมง ผมปล่อยให้ทุกคนสนุกกับที่นี่และถ่ายรูปกับนาฬิกาไอน้ำ ส่วนตัวผมต้องรีบไปซื้อไอติม ไม่งั้นร้านปิด เพราะไอติมที่นี่มีจำนวนชั้นของไอติมเยอะสุดเท่าที่ผมเคยทานมา พอไปถึงก็พบกับน้องพนักงานกำลังนับเงินกัน ก็ถามว่าปิดร้านรึยัง เขาก็ตอบว่ายังค่ะ ผมเลยบอกว่างั้นผมขออันนึง
แล้วน้องเขาก็หันไปเปิดเครื่องทำไอติม นั่นแปลว่า น้องเขาปิดร้านไปแล้ว แต่มีลูกค้ามาเลยเปิดเครื่องใหม่ แหม!!! น่ารักมาก ผมถึงได้ชอบญี่ปุ่นนี่แหล่ะครับ หลังจากที่ผมได้ไอติมแล้ว ก็เดินกลับมาหาทุกคนที่ร้านเบเกอรี่ประจำเมือง Le tao โดยถ้าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจะเขียนว่า Rutao(รุตาโอะ) ซึ่งเป็นการอ่านกลับหลังของ "โอตารุ" ชื่อเมืองน่ะเอง ผมโชไอติมให้ทุกคนดู ทุกคนตื่นเต้นและทานไอติมกัน หลังจากเสร็จจากร้านนี้แล้ว ก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี ผมเลือกร้านเดิมที่มาคราวที่แล้วนั่นคือ Waraku
![]() | |
ชาอบ |
![]() |
ชาข้าว |
เมื่อเข้าไปในร้านก็พบว่าเป็นเวลาอาหารเย็น มีลูกค้าแน่นร้าน บอกเขาไปว่า 10 คน เขาก็ทำท่ากังวลนิดหน่อยเพราะโต๊ะใหญ่ท่าทางจะไม่พร้อม ทางร้านเลยบอกว่างั้นนั่งโต๊ะ 5 ท่าน นั่งเคาเตอร์ 5 ท่านนะ ตอนนั้นยังไงก็ได้แล้วล่ะครับ การทานค่อนข้างจะลำบากนิดนึง เพราะหากต้องการสั่งที่นอกเหนือจากบนสายพาน หากเราอ่านเมนูไม่ออกจะต้องชี้นิ้วสั่งกับพ่อครัว แต่ก็ไม่เกินความสามารถของเราแน่ครับ
หลังจากทานเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงรายการสุดท้ายของวันคือการชมคลองในยามค่ำ โดยคลองนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ๆ คู่รักมักจะมาใช้เวลาร่วมกันก่อนที่จะเดินทางกลับที่พักครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น