วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ถึงเสียทีแดนดอกไม้แห่งฟุราโนะ

Naka Furano

หลังจากเดินทางมากว่า 3 ชั่วโมง(รวมเวลาใน Trick At Museum) ผมก็ถึงนากะฟุราโนะ หรือฟุราโนะตอนกลาง ณ ที่ตรงนี้(นากะฟุราโนะ) เต็มไปด้วยสวนดอกไม้มากมาย ที่ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว คือ Tomita Farm(โทมิตะฟาร์ม) แต่ผมยังไม่ไปวันนี้ เพราะกว่าเราจะมาถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้ว
จึงลองหาสวนที่อยู่ใกล้ ๆ โดยอาศัยจากรายชื่อฟาร์มลาเวนเดอร์ ที่ได้จากทัวริสอินฟอร์เมชั่นในอะซาฮิกาวะ ซึ่งมีพิกัด GPS บอกไว้ด้วย ฟาร์มดอกไม้ที่แรกที่เราไปคือ Saikanosato Rabendā-En(彩香の里ラベンダー園) เป็นสวนลาเวนเดอร์ที่อยู่ใกล้ ๆ กับโทมิตะ ฟาร์มนี้มีความงามของดอกลาเวนเดอร์และด้วยความที่




ที่นี่อยู่บนเนิน จึงทำให้สามารถเห็นภาพมุมสูงของเมืองในบางส่วนได้ด้วย หลังจากอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง เราจึงเดินทางไปที่พัก สำหรับการชมทุ่งดอกไม้ของฟุราโนะนั้น มีทั้งเกสต์เฮ้าส์ และโรงแรมในเมืองซึ่งอยู่ถัดไปประมาณ 10 กิโลจากที่นี่ ผมเลือกที่จะพักในเกสต์เฮ้าส์ Pension Kizuna ที่อยู่ไม่ห่างจากโทมิตะฟาร์ม ที่หมายของเราในวันพรุ่งนี้ อาหารของที่นี่เจ้าของบ้านจะเป็นคนปรุงขึ้นมา เองโดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านครับ และที่สำคัญอร่อยด้วยครับ หลังจากทานอาหารมื้อเย็นแล้ว เจ้าของบ้านบอกว่าคืนนี้ประมาณ 2 ทุ่มจะมีการฉายหนังให้ชม

เมื่อถึงเวลาเจ้าของบ้านหยิบเอาโปรเจคเตอร์ออกมาฉายสไลด์และบรรยาย ตัวเจ้าของบ้านเองพูดภาษาอังกฤษได้ไม่สันทัด แต่ได้แขกที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้จะแปลให้ เจ้าของบ้านเลยพูดภาษาญีปุ่นอย่างเดียว สิ่งที่เจ้าของบ้านฉายคือสไลด์นากะฟุราโนะ 4 ฤดู สถานที่ถ่ายทำคือหน้าบ้านครับ จากการแปลได้ความว่า ผักที่ใช้ประกอบอาหาร เจ้าของบ้านปลูกเองส่วนใหญ่ ข้าว เจ้าของบ้านปลูกหน้าบ้านเลย ว๊าว! ฟินฟุด ๆ ^_^ พรุ่งนี้ตื่นเช้านิดนึงจะไปถ่ายภาพในเวลาเช้าของโทมิตะฟาร์มครับ




วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฟุราโนะ เมืองดอกไม้

17 July 2013 Furano

 

วันนี้ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวลงมาเอากระเป๋าฝากไว้ เพราะวันนี้จะต้องข้ามเมืองไปถึงฟุราโนะ เมืองที่อยู่เกือบกลางเกาะฮอกไกโด ก่อนเดินทางก็ต้องเดิมพลังให้ท้องก่อน ซึ่งโรงแรมนี้มีบริการอาหารเช้าให้แล้วในค่าที่พัก ไม่ต้องซื้อเพิ่ม(ซึ่งถ้าต้องซื้อเพิ่ม ผมก็เลือกไม่ซื้ออยู่ดี ^_^) อาหารเช้าเป็นแบบง่าย ๆ ตามแบบญี่ปุ่น มีข้าวปั้น ซุป และกับอีก 2-3 อย่าง



วันนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าหน่อย นัดรับรถไว้ที่ Asahikawa ตอนประมาณ 9 โมง จากตารางรถไฟ ต้องออกจากซัปโปโระประมาณ 6:51 ต้องรีบทำเวลา ทั้งทานและฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม นัดมารับวันที่กลับมาซัปโปโระอีกครั้งคือวันที่ 20 กรกฎาคม แน่นอนครับ ได้มีการจัดกระเป๋าสำหรับเดินทางไว้ก่อนแล้ว กระเป๋าใหญ่ ใช้แค่ฝากไว้เท่านั้น มีกระเป๋าลากคนละใบครับ การเดินทางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อไปถึงเราต้องหาที่รับรถก่อนครับ แต่ก็อดที่จะเก็บภาพสถานีของที่นี่ไม่ได้



 

เพราะใช้การออกแบบที่สะดุดตาและโล่ง โอ่โถง สถานที่ที่เราจะไปหาที่รับรถคือ ทัวร์ริสอินฟอร์เมชั่น ครับ การสอบถามใช้เวลาสมควรเนื่องจากการหาถนนจากที่ทางศูนย์เช่ารถให้มานั้น เราทำมาเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ง่ายต่อการสอบถาม แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อดูแผนที่ เมื่อได้มาก็ต้องรีบครับ เพราะเจ้าหน้าที่บอกต้องเดินไปประมาณ 5 นาที แต่กว่าเราจะได้สถานที่ก็ผ่านมาเกือบ 20 นาที แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะรับรถได้เลยนะครับ ทางศูนย์เช่ารถจะชี้แจงรายละเอียด และขอบเขตการรับผิดชอบ รวมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เราต้องทำขณะเช่ารถ



และเวลาที่เราต้องคืนรถครับ สำหรับการเช่ารถมีแบบครึ่งวัน กับเต็มวัน ถ้าเช่ามากกว่า 1 วัน จะมีการเพิ่มค่าเช่า แต่ก็ไม่ใช่จะคิดเต็มวันครับ และจะมีค่าล่วงเวลาถ้าเราคืนรถเลยเวลาที่เรานัดไว้ การคิดจะเป็นแบบนี้ครับ

 

 

 

 

สมมติ

เช่าครึ่งวัน 500 บาท

เช่าเต็มวัน 1000 บาท

เข้าข้ามวัน วันถัดไปวันละ 800 บาท

ค่าล่วงเวลา 200 บาท/ชั่วโมง

 

 

ข้อควรระวัง

- การเช่ารถในญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้ครับ ถ้าคุณนัดรับรถเวลา 9 โมงเช้า เช่าครึ่งวัน คือ 6 ชั่วโมง คุณต้องคืนก่อนบ่าย 3 โมง แต่ถ้าคุณนัดรับรถตอน 9 โมงเช้า แต่คุณมาถึงตอน 9 โมงครึ่ง เวลาคืนรถไม่เปลี่ยนนะครับ เขาจะยึดเวลาตอน 9 โมงไว้ ดังนั้นกรุณารักษาเวลากันด้วยนะครับ แต่ถ้าคุณคืนรถหลังบ่าย 3 บางที่จะคิดเป้นคุณเช่า 1 วัน หรืออาจจะคิดค่่าล่วงเวลา ดังนั้นกรุณาสอบถามรายละเอียดในส่วนนี้ให้ดีในตอนที่เช่ารถนะครับ

 

- สำหรับค่าล่วงเวลาจะเริ่มหลังจาก 5 โมงเย็นไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งเขาจะถือว่าเป็นช่วงหลังเลิกงาน ถ้าคุณบอกจะคืนรถตอน 5 โมงเย็น แต่มาคืนรถหลัง 5 โมงเย็น เขาจะคิดเงินเพิ่มตามที่กำหนดไว้เป็นรายชั่วโมง

 

- GPS ประจำรถมีทั้งแบบ 2 ภาษาคืออังกฤษและญี่ปุ่นแล้ว ยังมีแบบญี่ปุ่นอย่างเดียวด้วย กรุณาสอบถามในส่วนนี้ขณะทำการเช่ารถด้วยนะครับ ถ้าคุณฟังภาษาญีปุ่นไม่ออก แล้วไม่ได้แจ้งในขั้นตอนเช่ารถ ถ้าคุณได้ GPS เป็นภาษาญีปุ่นมา ไม่สามารถเปลี่ยนได้นะครับ

 

กลับมาเช่ารถกันต่อดีกว่า

หลังจากที่ได้รับรถและการอธิบายรายละเอียดแล้ว เราทำการเช่ารถไว้ 3 วันครับ คือ 17-19 กรกฎาคม รถที่เราเช่าคือ NISSAN CUBE วันนี้เราจะไปเมืองฟุราโนะกัน การตั้ง GPS ในญีปุ่นสามารถตั้งได้จากเบอร์โทรศัพท์ได้ครับ จดหมายเลขที่หมายกันไปด้วยนะครับ หลังจากตั้งที่หมายแล้วก็เริ่มเดินทาง ญีปุ่นกำหนดความเร็วไว้ด้วยนะครับ ถนนหลวงที่ไม่ใช่ในชุมชน 60 กม./ชั่วโมง เขตชุมชนมีป้ายบอก ทางด่วนไม่เกิน 100 กม./ชม. ที่สำคัญทุกทางข้ามรถไฟให้หยุดรถให้สนิท มองซ้ายและขวาค่อยข้ามครับ ถ้าเห็นคนญีปุ่นขับหายไปต่อหน้าต่อตา อย่าเหยียบตามนะครับ เขาเจ้าถิ่น เขารู้ว่าตำรวจอยู่ตรงไหน ถ้าเราเหยียบตาม เดี๋ยวคุณตำรวจขับตาม ค่าใบสั่งแพงมากนะครับ อาจจะทำให้ค่าของฝากคุณแทบหมดเลยเชียว 




 

เป้าหมายของเราคือเมือง Furano ไปชมดอกลาเวนเดอร์ ดอกไม้ประจำฤดูร้อน ที่เรียกให้นัำท่องเที่ยวจากทั่วญีปุ่นและต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมเมืองนี้ ระยะทางจากเมืองอะซาฮิกาวะ ที่เรารับรถถึงเมืองฟูราโนะ ถ้าขับในเมืองไทยใช้เวลาประมาณ 45 นาที แต่พอขับด้วยความเร็วตามที่กำหนด กลายเป็นชั่วโมงครึ่ง แต่สามารถแก้ได้ด้วยการแวะเที่ยวไปตามทาง ผมจึงแวะที่แรกเลยคือ Trick Art Museum จะอยู่ทางซ้ายมือระหว่างทางไปเมืองฟุราโนะ
ไม่ต้องเล็งหานะครับ แค่เห็นตึกก็แน่ใจได้เลยว่าใช่แน่ ๆ ค่าเช้าชม 1300 เยนครับ ภายในจะมีภาพวาดที่เมื่อถ่ายออกมาจะเหมือนเป็น 3 มิติลอยเด่นออกมา ผมใช้เวลาที่นี่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปเมืองฟุราโนะต่อ












 




ซัปโปโระ

16 July 2013 ซัปโปโระ(Sapporo)

 

ออกจากฮาโกะดาเตะก็เที่ยงกว่า กว่าจะถึงซัปโปโระ เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโด ก็เกือบสี่โมงเย็น สิ่งแรกที่ทำก่อนเลยคือการหาตราประทับ อิ ๆ พอเจอก็ต้องประหลาดใจ ที่นี่ทำตราประทับ 4 ฤดู และจะเปลี่ยนตราประจำฤดูมาใส่


 


 


 


 

 

นั่นแปลว่า ถ้าอยากได้ครบ ต้องมา 4 ฤดู เล่นเอาผมร้อง หะ! เลยทีเดียว เมื่อประทับตราเสร็จก็เริ่มการหาที่พักให้เจอ คราวนี้ผมเลือกพักที่โรงแรมที่มีเครือข่ายเยอะแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น



นั่นคือ โทโยโกะอินน์(Toyoko Inn)ครับ ที่ซัปโปโระมี 5 สาขาด้วยกันเลยทีเดียว เวลาเลือกศึกษาเส้นทางและตำแหน่งโรงแรมดี ๆ นะครับ ถ้าจะให้ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แนะนำให้เลือกที่มีคำว่า Susukino ในชื่อสาขา เพราะย่าน Susukino(ซุซุกิโนะ) เป็นแหล่งชอปปิ้งของเมืองซัปโปโระครับ แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางที่ไกลพอสมควร ถ้าเอาให้คล่องตัวก็เลือกโรงแรมใกล้สถานีครับ เพราะเราไม่ต้องคำนวนเวลามากนัก เช็คอิน/เอาท์ฝากกระเป๋าโรงแรมแล้วก็ชมเมือง จะเดินทางต่อก็แวะไปเอากระเป๋า แล้วลากเข้าสถานีเดินทางต่อเลย

สำหรับโรงแรมที่ผมพักคือ Toyoko Inn Hokkaido Sapporo-eki Nishi-guchi Hokudai Mae ชื่อย๊าว ยาวแฮะ ตอนเลือกกะว่าจะเลือกที่มีคำว่า Eki Mae(เอกิ-มาเอะ) ที่แปลว่าหน้าสถานี เพราะซุซุกิโนะก็ไกลไป คงจะเดินทางลำบากสำหรับผู้ใหญ่ เลยเลือกอันนี้ มีคำว่า Eki.........Mae ก็นึกว่าอยุ่ใกล้สถานี แต่พอออกมาเดินหาจริง ไกลใช่เล่น โรงแรมนี้อยุ่หน้าสวน แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริง โรงแรมนี้อยุ่หน้ามหาวิทยาลัยฮอกไกโดครับ


 


 

บริเวณแถวนั้นจะมีร้านค้าพอสมควรเพื่อบริการนักศึกษา อย่างเช่นที่ผมเจออยู่ช้างโรงแรมเลยคือ Coco Ichiban Ya ร้านแกงกะหรี่ชื่อดังของเมืองไทย แต่ผมไม่ได้เข้าไปลองนะครับ วันนี้มีนัดกับราเมง อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของเกาะฮอกไกโดะ และซัปโปโระ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องลองพอ ๆ กับขาปูยักษ์ครับ ว่าแล้วก็มุ่งหน้าไปกันเลย ที่หมายคือตรอกราเมง(Ramen Alley) จึงตัดสินใจเดินชมเมืองไป ถ่ายรูปไป พอเดินมาถึงบริเวณสวนกลางเมือง ที่ซึ่งในฤดูหนาวจะมีการจัดแสดงเทศกาลหิมะฮอกไกโดะที่นี่


 


 

ซึ่งชาวไทยเราก็ได้มาแสดงฝีมือแกะสลักหิมะ ชนะเลิศติดต่อกันทุกปี เป็นสวนกลางเมืองที่มีคนนิยมมานั่งคุยชิว ๆ ที่เห็นเป็นเสาสุง ๆ คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ คือหอกระจายสัญญาณโทรทัศน์ประจำเมืองครับ เหมือนคนที่ไปใกล้ฟูจิต้องถ่ายให้ติดฟูจิให้มากที่สุด ประมาณนั้น คนที่มาที่นี่ก็ต้องถ่ายให้ติดเสานี้ เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ ก็จะถึงย่านชอปปิ้งซุซุกิโนะครับ แต่ที่สะดุดตาทันทีที่ไปถึงคือร้านที่ให้พนักงานแต่งชุดแม่บ้านมาเสิร์ฟ



 



หรือที่เรียกว่า Maid Cafe ที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า "เมโดะ คาเฟะ" แต่ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ ได้แต่ถ่ายภาพคู่กันไว้ กางแผนที่เดินกันจนถึงจุดที่น่าจะเป็นตำแหน่งของตรอกราเมงแล้ว ไม่ว่าจะมองหายังไงก็หาไม่เจอ เอาไงดี พ่อแม่ก็หิวแล้วด้วยนะ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปในประตูข้างหลัง เข้าไปในใจนึกว่าโรงแรม ถามพนักงานว่าตรอกราเมงอยู่ไหน พนักงานก็ทำหน้างง ๆ แล้วเดินออกมาชี้ให้ดูตรงหัวมุม



พร้อมกับบอกทาง เราก็ขอบคุณเขาไป พอข้ามถนนมา หันไปดูอ้าว! คาราโอเกะนี่นา แต่จะตรงไปเลยก็ได้ครับโดยการใช้บริการรถไฟใต้ดิน สาย Namboku ลงที่สถานี Susukino ออกมาแล้วมองหาร้าน Kindago ร้านทาโกะยากิ หรือถามคนแถวนั้นก็ได้ครับว่า Ramen Alley หรือ Ramen Dori อยู่ตรงไหน อ้อ! ราเมงของที่นี่น้ำซุปค่อนข้างเค็มนิด ๆ นะครับ ทานกันก็ระวัง ๆ กันด้วยนะครับ และถ้าใครทานราเมงแล้วได้ยินเสียงคล้ายการซดเส้น ดัง ๆ อย่าเพิ่งไปตำหนิเขาว่าไม่มีมารยาทนะครับ เพราะตามวัฒนธรรม(ใช้คำนี้คงได้เนาะ) ของจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อาหารเส้นเป็นอาหารที่ต้องซด หรือซูดเส้นครับ สำหรับญี่ปุ่นคือราเมง แต่อาหารเส้นอื่นไม่ซดเส้นนะครับ จะซดเส้นเฉพาะราเมงครับ เมื่อหนังท้องตืง หนังตาก็เริ่มหย่อน แต่จะเดินกลับพ่อกับแม่ก็คงไม่ไหว ผมกับพี่สาวเลยพาท่านลงรถไฟใต้ดินไปที่สถานีซัปโปโระ แล้วค่อยเดินกลับไปโรงแรมกัน วันพรุ่งนี้จะเดินทางอีกครับ ไปสู่เป้าหมายของทริปในครั้งนี้คือ ทุ่งดอกไม้แห่งฟูราโนะ

 



 



 



 



 

 

 



 

 

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

เก็บตกฮาโกะดาเตะ ครั้งที่ 1

16 July 2013

ตื่นเช้ามาวันนี้ตื่นขึ้นมาค่อนข้างเพลียนิด ๆ คงเพราะเมื่อวานเดินทางไกล เรียกว่าใช้เวลาอยู่บนรถไฟไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง หลังจากเตรียมตัวกันเสร็จแล้วเวลาก็ล่วงไปเกือบ 8 โมง ก่อนเดินทางต่อเรื่องปากท้องต้องมาก่อน เลยฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วไปตลาดเช้า(Asa Ichi)กัน

ตลาดเช้าของฮาโกะดาเตะนั้น
มีความครึกครื้นพอดู ของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นของที่สด มีหลายสิ่งที่น่าสนใจ บางอย่างก็ได้แต่ดู อย่างเช่นปลาหมึก ใส่ในกะบะแหวกไหว้กันในกะบะ แต่การทานที่นี่ผมไม่แนะนำให้ทานแน่ ๆ ครับ เพราะเขาจะนำหมึกขึ้นมาหั่น ๆ ๆ กันสด ๆ หนวดปลาหมึกสบัดโยกย้ายเต็มไปหมด ดูสีหน้าของนักชิมที่มาชิมกัน พอทราบได้ว่าหนวดระยางต่าง ๆ ดูดปากดูดลิ้นครับ หลังจากชมตลาดพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็มามองหาของกินกัน หลังจากลงมติก็ตกลงเลือกที่ร้านป้าร้านหนึ่ง เมนูมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง หลังจากนั่งดูเมนูกันอยู่นาน ได้เลือกข้าวหน้าไข่หอยเม่น ไข่ปลา และอะไรอีก 2 อย่างจำไม่ได้แล้วครับ เมื่อทานกันเสร็จ ตกลงว่าก่อนจากฮาโกะดาเตะ จะไปเดินเล่นตรงเนินในเมืองที่นับว่าเป็นเนินที่มีนักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชมกัน นั่นคือ Motomachi Saka






เนิน Motomachi

เป็นเนินที่มีความลาดเอียงมากพอสมควร การเดินทางมาเนินแห่งนี้ไม่ยากครับ เดินมาเรื่อย ๆ ตามทางที่มุ่งไปทางตึกแดง โกดังเก่าที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของฝากประจำเมือง หรือนั่งรถรางไปลงที่สถานี Jujigai
เมื่อมองลงมาจากเนินนี้จะทำให้เห็นวิวของเมืองและท่าเรือที่มีความสวยงามอีกมุมหนึ่ง อาคารบริเวณนี้เป็นแบบตะวันตกผสมผสานตะวันออก และแบบตะวันตก บริเวณนี้เป็นบริเวณเคยเป็นที่พักอาศัยของชาวตะวันตก จึงทำให้บริเวณเนิน Motomachi นี้มีโบสถ์แบบคริสต์อยู่
และมีความสวยงามไม่แพ้วัดในแบบญี่ปุ่น ที่ตั้งสลับกันเป็นช่วง ๆ และยังมีขนมและอาหารที่แปลกไปจากที่อื่น และยังต่อเชื่อมไปถึงสถานีกระเช้าขึ้นเขาด้วยครับ

หลังจากเก็บตกบางส่วนของเมืองนี้ที่เนินนี้ ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมืองต่อไป


คือซัปโปโร เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโด กว่าจะเก็บของเวลาก็เลยไปเกือบเที่ยง การเดินทางไปซัปโปโรจากฮาโกะดาเตะนั้น ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ดังนั้นของให้คำนวนเวลาดี ๆ นะครับ ก่อนออกผมมีขนมแนะนำครับ ซื้อที่สถานีรถไฟครับ รูปร่างคล้าย ๆ ขนมไข่บ้านเรา แต่มันคือชีสครับ เรียกว่า Mel Cheese รสชาติผมบอกไม่ถูกแน่นอนครับ แต่ที่บอกถูกคือ มันละลายในปากครับ แหม! แค่เขียนถึงก็น้ำลายไหลแล้ว มีด้วยกัน 2 รสคือ รสนม และรสคาราเมล ลองหาทานกันดูนะครับ น่าจะถูกใจคนชอบของหวาน