วันนี้ตื่นแต่เช้า ไม่ใช่ว่านอนไม่หลับนะครับ แต่เพราะถ้าเราตื่นแต่เช้า เราจะได้ดูฟูจิกันก่อนที่หากวันไหนเมฆเยอะ คุณฟูจิจะเป็นฟูจิขี้อายหายเข้าไปในกลีบเมฆ
แล้วก็สมใจครับ เปิดหน้าต่างมาไม่ได้เห็นคุณฟูจิ(สมใจตรงไหนเนี่ย!) ^_^ อ้อ! สาเหตุที่เลือกโรงแรมอีกอย่างก็คือ นอกจากอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟแล้ว ยังเห็นฟูจิได้แบบเต็มตา ใหญ่มาก ๆ ด้วย งานนี้ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง และป้า ต่างก็ต้องร้อง "ว๊า!!! แย่จัง" เมื่อไม่ได้ก็ต้องแผนต่อไปคือ ลงชั้นใต้ดินครับ ไปถ่ายภาพกันหน่อย
ที่นี่จะมีชุดยูกาตะแบบเดินเที่ยวให้เราแต่งและถ่ายกับฉากหลังที่ชั้นใต้ดิน และยังมีคอมพิวเตอร์ให้ด้วย เรียกว่าชั้นใต้ดินเป็นชั้นสันทนาการนั่นเองครับ โรงแรมนี้มีบริการอาหารเช้าให้ด้วย แต่จะเป็นลักษณะออพชั่นเพิ่มจากค่าที่พัก โดยหากต้องการทานอาหารเช้าต้องแจ้งขณะที่จองที่่พักหรือก่อนเวลา 18 นาฬิกาของวันก่อนเข้าพัก และจ่ายค่าอาหารเช้าเพิ่ม โดยอาหารเช้านี้จะเป็นอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นครับ
![]() | |
ไม้เท้าเอาไว้ค้ำเวลาเดินขึ้นฟูจิ |
เมื่อถ่ายภาพในชุดยูกาตะแบบเดินเล่นแล้ว เราก็ได้เช็คเอาท์ โดยคุณเจ้าของได้แสดงไมตรีซักถามเราว่าวันนี้จะไปไหนกัน เราก็บอกไปว่าวันนี้จะไปชม "ดอกพิงก์มอส" บางทีคนญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจชื่อนี้ ก็เรียกว่า "ชิบะซากุระ(shibazakura)" เขาจะอ๋อ! ขึ้นมาเลย
คุณเจ้าของบอกว่า ถ้ามีเวลาก็แวะไปที่อะชิคางะสิ ดูดอกวิสเทอเรีย แต่เกรงว่าอาจจะเหลือน้อย ก็เลยบอกไปตามตรงว่า ไปมาแล้ว ร่วงหมดแล้ว เขาก็บอกว่า น่าเสียดายนะ คราวหน้ามาใหม่นะ แล้วจากดูชิบะซากุระล่ะ ผมเลยแจ้งหมายกำหนดการไปว่า หลังจากนั้นตอนบ่ายจะไปมัตสึโมโตะ พรุ่งนี้จะไปขึ้น เจแปนแอลป์ เขาก็บอกว่า เหรอ! ดี ๆ แต่คงจะเห็นไม่มากนะ ถ้าจะเห็นเต็ม ๆ ต้องมาช่วงกลางเมษายน ถ้าจะดูดอกวิสเทอเรียด้วยก็ ปลายเมษายน เรียกว่ามาคราวนี้ผมพลาดช่วงพิเศษสุดของทั้ง 2 ที่ไปอย่างน่าเสียดาย
หลังจากกล่าวขอบคุณกันแล้วก็ออกมาถ่ายภาพหน้าสถานี แต่เหลือบไปเห็นบอร์ดด้านข้าง เจอไม้เท้าที่เอาไว้ใช้พยุงตัวเวลาขึ้นฟูจิ ซึ่งบางคนที่มาเที่ยวที่นี่จะซื้อติดมาจากฟูจิชั้น 5 บางคนก็ซื้อมาเพื่อใช้ขึ้นฟูจิ เมื่อมาถึงที่พักก็วางไว้ให้คนข้างหลังได้ใช้ต่ออย่างอันนี้เป็นต้น บนบอร์ดมีคำรำลึกเป็นภาษาไทยด้วย
แน่นอนครับที่พักแบบนี้ ทั้งสะดวกและสบาย ย่อมเป็นที่พักที่ขึ้นชื่อของเมืองและนักท่องเที่ยว เมื่อออกมาหน้าโรงแรมก็ได้พบกับฟูจิซังที่เมื่อเช้าขี้อาย ตอนนี้รวบรวมความกล้าออกมาให้เราได้ยลโฉมกันบ้าง รอช้าไม่ได้ครับ โอกาสมีน้อยต้องรีบเก็บภาพให้ได้มากที่สุด
หลังจากเก็บภาพเสร็จแล้วก็ออกเดินทางกันเลยครับ สถานที่ที่ไปชมพิงก์มอสนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองคาวากุชิโกะประมาณครึ่งชั่วโมง การเดินทางสามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเมล์ก็ได้ มีบริการตั๋วที่สถานีคาวกุชิโกะ หากขับรถไปเอง ให้พิมพ์การค้นหา ‘Fuji Motosuko Resort’ กรณีที่หน้าจอไม่แสดงค่า ขอให้พิมพ์คำว่า ‘Mototsu Highland’ หากท่านค้นหาจากหมายเลขโทรศัพท์ ขอให้หาด้วยหมายเลข 0555-89-2127
ค่าเข้าชมผู้ใหญ่(12 ปีขึ้นไป) 600 เยน(แต่ตอนที่ผมไป 520 เยน) เด็ก(3-12 ปี) 250 เยน จากประตูทางเข้าต้องเดินเข้าไปลึกพอสมควร แต่คุณจะไม่รู้สึกเบื่อแน่นอน เพราะจะได้สัมผัสกับฟูจิเรื่อย ๆ ครับ จนถึงบริเวณที่จัดงานจะพบกับทุ่งดอกพิงก์มอสขนาดใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านพอสมควร ตอนกลางของพื้นที่จัดแสดง
มีสะพานไม้อันหนึ่งมีคนต่อแถวกัน เลยไปต่อแถวด้วย พบว่ามีเจ้าหน้าที่กันทางขึ้นและทางลง โดยจุดทางลงจะคอยวิทยุมาบอกว่ามีคนลงไปกี่คน เพื่อให้คนที่คุมทางขึ้นจัดคนขึ้นไปไม่ให้น้ำหนักเกินกับที่ออกแบบไว้ ร้านค้าต่าง ๆ ในงานก็มีคนเยอะ ผมแนะนำถ้าไม่นำอาหารไปเอง ก็ควรออกมาหาทานด้านนอกจะดีที่สุดครับ
ผมใช้เวลาที่นี่ประมาณ 2 ชั่วโมง ออกจากที่นี่ประมาณเที่ยงครึ่ง หลังจากนั้นวางแผนว่าจะกลับเข้าไปในเมืองคาวากุชิโกะ มีร้านคุณป้าข้างโรงแรมที่ผมชอบ แต่ระหว่างทางพบกับจุดแวะพักก่อนที่จะเลี้ยวไปมัตสึโมโตะ จึงตัดสินใจทานอาหารกันทีนี่ เพราะถ้าเข้าไปในเมือง ต้องย้อนกลับมาทางเดิมนี้อีก วิวดีด้านหลังเป็นฟูจิ
หลังจากเดินดูหลาย ๆ ร้านจึงตัดสินใจทานราเมนกัน ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนี้จะเป็นการเดินทางไกลอีกครั้ง เป้าหมายคือเมืองมัตสึโมโตะ จากที่นี่ไปมัตสึโมโตะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง การเดินทางครั้งนี้ต้องทำเวลานิดหน่อย เพราะผมต้องคืนรถที่เมืองมัตสึโมโตะก่อน 5 โมงเย็น เรียกว่าลุ้นระทึกกันเลยล่ะครับ เมื่อไปถึงเมืองมัตสึโมโตะ ก็ต้องแวะส่งผู้ใหญ่และกระเป๋าที่โรงแรมก่อน จึงนำรถไปคืน โดยโรงแรมที่เราพักกันในคืนนี้คือ Dormi Inn Matsumoto เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว แต่มีออนเซน เอาท์ดอร์ และมีราเมนให้ทานตอน 4 ทุ่มด้วย สาเหตุที่เราพักที่นี่เพราะห่างจากสถานีมัตสึโมโตะที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้ประมาณ 500 เมตร วันนี้คืนรถ 5 โมงนิด ๆ เลยเวลาคืนรถมาประมาณ 10 นาที ทางศูนย์ที่คืนรถดูเวลาแล้วก็บอกเลยมานิดนึงนะ
แต่ไม่เป็นไร นิดหน่อย ยังพอล้างรถทัน เรียกว่าโล่งอกกันเลยทีเดียว นึกว่าจะโดนชาร์จค่าเลยเวลาซะแล้ว จากนั้นจึงเดินกลับมาโรงแรม ระหว่างทางก็มองหาร้านอาหารไว้ด้วย หลังจากนำกระเป๋าเข้าที่พัก จึงคุยกันว่าจะไปหาอาหารเย็นทานที่สถานีแล้วกัน แต่ไม่ทานอะไรมาก เพราะเดี๋ยวตอน 4 ทุ่มจะทานราเมนที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ สถานีมัตสีโมโตะเป็นสถานีขนาดใหญ่ เพราะเมืองมัตสึโมโตะนี้สมัยก่อนเป็นเมืองที่มีโชกุนประจำ จึงถือได้ว่าสมัยก่อนเมืองนี้เป็นเมืองเอกที่ไม่แพ้ นางาโนะเลยทีเดียว เก็บภาพกันสักพัก ก็กลับไปอาบน้ำเตรียมตัวพักผ่อนที่โรงแรมกันครับ พักเอาแรงพรุ่งนี้เราจะขึ้นภูเขาหิมะ ไปดุกำแพงหิมะที่เจแปนแอลป์กัน