วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564

การเดินทางครั้งใหม่ชูบุ-ทาคายามะ

การเดินทางครั้งนี้ผมเลือกวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2563 เพื่อให้สอดคล้องฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซากุระฤดูหนาว และงานเทศกาลไฟประจำเมืองนาโกย่า ผมเลือกเดินทางในคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน เพื่อให้ไปถึงเช้าวันที่ 12 ตามกำหนดการ สนามบินปลายทางคือชูบุเซนแทร์-นาโกย่า


แต่เพราะความไม่ชินกับสนามบินชูบุ และการหาเคาเตอร์แลกตั๋ว JR-Pass ไม่เจอ(จริง ๆ เคาเตอร์ก็อยู่แค่เอื้อมแต่ ผมมัวแต่เล็งป้าย JR-pass เลยเดินข้ามไปมา 2-3 รอบ) กว่าจะแลกตั๋วเสร็จ ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี เลยทำให้ผมเสียเวลาที่สนามบินประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะออกเดินทางเข้าตัวเมืองนาโกย่า เมื่อเดินทางถึงเมืองนาโกย่า



ก็นำกระเป๋าไปฝากไว้ที่พักทีจะมาพักคืนหลังสุด ซึ่งก็อยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 5 นาที เมื่อเดินทางไปถึงทำเรื่องฝากกระเป๋า แต่กว่าจะฝากกระเป๋าเสร็จก็ใช้เวลาไปพอสมควร จึงเดินทางต่อไปยังเมืองทาคายามะ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชม. เมื่อเดินทางไปถึงก็เริ่มมืดแล้ว ทำให้วันนี้เดินทางอย่างเดียว ไม่ได้เที่ยวไหนเลย จึงเดินทางไปที่พักที่จองไว้ เมื่อเช็คอินเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็น จึงถามเจ้าของร้านว่ามีร้านอาหารแนะนำมั้ย



เห็นว่าแถบนี้เนื้อฮิดะขึ้นชื่อเจ้าของร้านก็แนะนำมาให้ร้านนึง บอกว่านักท่องเที่ยวนิยมไปกัน เพราะมีพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ ระหว่างทางไปร้านก็แวะถ่ายรุปไปตามทาง พอไปถึงร้านพบว่าทัวร์ลง ร้านไม่ว่าง ถ้าจะรอต้องรอประมาณครึ่งชั่วโมง หันไปถามเพื่อนว่าโอมั้ย หลังจากคุยกันสักพัก จึงสรุปว่าไปหาอย่างอื่นทานแล้วกัน จึงเดินหลงโน่นหลงนี่ไปเรื่อย ๆ พบร้านปิ้งย่างร้านนึง อยู่ค่อนไปทางท้ายถนน บรรยากาศคล้าย ๆ กับร้านพวกอิซากายะ แต่เป็นปิ้งย่าง ในตอนแรกว่าจะไม่นะ แต่อากาศเริ่มเย็น และหิวมาก เลยเอาก็เอา

พอเข้าไปเจ้าของร้านและพนักงานค่อนข้างแปลกใจ น่าจะเพราะไม่คิดว่าจะนักท่องเที่ยวมาร้านแบบนี้ พนักงานก็ดูเก้ ๆ กัง ๆ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยถนัด เลยมองหน้ากัน เอาล่ะซิ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยร้านนี้จะมีอาหารเป็นเซ็ตหลักคือปิ้งย่าง เลือกเป็นชุด โดยเขาจะถามว่าทีคน และทานอะไรกัน ถ้าทานหมู 3 คนก็จะเอาผักและเนื้อ รวมถึงเครื่องต่าง ๆ มารวมกันสำหรับ 3 ท่าน แต่ก่อนที่จะอาหารจะมาส่ง ตามธรรมเนียมร้านปิ้งย่าง จะมีออเดิร์ฟมาให้ เป็นไก่ย่าง โดยจะรับหรือไม่รับก็ได้ แต่จะคิดเงินเพิ่มนะ แต่ด้วยอุปสรรคทางภาษาของทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้ออเดิร์ฟไม่ได้มา อาหารจะออกมาเป็นเซ็ตคล้าย ๆ กับอาหารฝรั่ง แต่เขาจะใช้เตาเพียงเตาเดียว เรียงตามลำดับจากอ่อนไปเข้ม เพื่อให้อาหารในกระทะมีกลิ่นและรสชาติสอดคล้องกันไป ไม่ขัดกัน เรียกว่าเข้าใจทำเลยทีเดียว โดยเมื่อทานหมดอย่างแรก เขาจะเข้ามาผสมอันต่อไป เรื่อย ๆ จนจบ และปิดท้ายด้วยไอศครีม เมื่อทานกันเสร็จ จ่ายเงินเรียบร้อย เปิดประตูปั๊ป เข้าใจความรู้สืกของเนื้อที่อยู่ในช่องแช่เลยทีเดียว เดินกลับที่พักกันแบบสั่น ๆ ได้กดตู้ให้พอคลายหนาว ใครที่อ่านไม่ออกให้สังเกตุสีป้ายครับ สีแดงคือร้อน สีฟ้าคือเย็น ถ้าตู้ไหนที่ของเย็นกับร้อนที่เราต้องการวางไว้ใกล้ ๆ กัน แนะนำให้ตั้งสติดี ๆ ถ้ามือสั่นอาจจะกดพลาดได้ เมื่อถึงที่พัก ก็คุยกันสักพัก แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปชิราคาวาโกะแต่เช้า จองรถเที่ยวแรกไว้







 

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Tokyo สุดท้ายก่อนลาญี่ปุ่น

สำหรับโตเกียวเป็นจุดสุดท้ายของทริปนี้ครับ สำหรับที่นี่ไม่มีอะไรนอกจากชอปปิ้ง ๆ และชอปปิ้งครับ โดย

วันแรก เราเริ่มกันไปที่สถานี Meguro เพื่อชิมซูชิสายพานที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ร้าน Midori ตั้งอยู่ในห้าง Atre ทางออกไหนผมจำไม่ได้


แต่ต้องรีบไปเข้าแถวก่อนร้านเปิด ไม่เช่นนั้นรอกันนานเลยครับ เมื่อได้ชิมก็ยอมรับว่าอร่อยจริง ๆ ครับ ปกติซุชิในญี่ปุ่นจะมีการแต้มวาซาบิมาเล็กน้อยในซูชิ โดยคนญี่ปุ่นจะทานกันแบบนั้นไม่นิยมทานวาซาบิมากนัก เพราะมันจะขึ้นจมูก และทำให้รสชาติที่เป็นธรรมชาติของวัตถุดิบหายไป แต่หากใครชื่นชอบวาซาบิสามารถขอได้ครับ บางที่จะใส่ถ้วยมาให้ แต่ที่ร้านนี้เมือ่ขอวาซาบิ เชฟจะเอาโถวาซาบิใส่ในสายพานมาให้ เรียกว่าเอาซะให้พอใจเลยนะ เมื่อทานกันเสร็จคราวนี้ก็เป็นเวลาชอปปิ้งโดยจะแยกย้ายกันไปตามแต่ว่าใครอยากไปไหน แล้วตอนเย็นเจอกันที่ไหน แยกเป็น 2 กลุ่มคือบ้านผมจะไปตึกม่วงที่ Ueno ส่วนบ้านอาจะไป Hardrock Cafe ผมก็บอกแค่ว่านั่งสายไหน ไปลงไหน


แล้วก็แยกย้ายกันไป ในตอนเย็นผมพาที่บ้านไปทานราเมงกันที่ Shibuya จริง ๆ คือพาป้าไปดูคนข้ามถนนนั่นเอง ป้าตกใจมากที่มีคนมาข้ามถนนกันเยอะขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่จะได้สัญญาณไฟคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ แต่พอสัญญาณไฟคนข้ามเขียวเท่านั้นแหล่ะครับ ความครื่นเครงก็เกิดขึ้น






วันที่ 2 วันนี้แยกกันเหมือนเดิม พวกผมไปฮาราจูกุ



และหาอะไรทานในตอนเย็นนิดหน่อย วันนี้ไปไม่มาก แต่ใช้เวลาแต่ละที่มากเหมือนกัน








วันที่ 3 วันสุดท้ายเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วก็ออกไปเก็บตกแถว Ueno อีกสักหน่อย เพราะลืมซื้อของ ตอนบ่ายกลับมารับกระเป๋าคืน นั่งรถไฟ NEX(Narita Express) ไปสถามบิน สำหรับคนที่ถือบัตร JR Pass หากพลาดเที่ยวรถสามารถเปลียนตั๋วเป็นรอบถัดไปได้ แต่หากใคร Pass หมดอายุหรือไม่ได้ใช้ JR Pass การจองรอบถัดไปคือการซื้อตั๋วใหม่ ดังนั้นกะเวลากันดี ๆ นะครับ รถไฟในญี่ปุ่นตรงเวลานะครับ ควรเผื่อเวลาสำหรับจองตั๋วและหาชานชลาไว้ประมาณ 15-20 นาทีตามแต่ความแน่นของลูกค้าหรืออาจจะจองเผื่อไว้ในตอนเข้าเลยก็ได้ครับ ก็จบทริปคราวนี้ลงตรงนี้ครับ

บ๊าย บาย ฮอกไกโด ลุยต่อโตเกียว

โปรแกรมวันนี้จะเรียกว่าไม่มีอะไรเลยครับ ในตอนเช้าหลังจากที่เราได้ทำการนับของเช็คเอาท์กันแล้ว เราฝากกระเป๋าไว้กับลอบบี้ แล้วออกไปเดินตลาดและหาอาหารเช้าทานกัน อันที่จริงทางโรงแรมก็มีอาหารเช้าให้ หากเราบอกไว้ในตอนที่จองห้องพัก ซึ่งโรงแรมจะบวกค่าอาหารเช้าเข้าไปในการจองด้วย แต่ผมเห็นว่าที่นี่ใกล้ตลาด ดังนั้นการที่เราจะไปเดินตลาดและหาอาหารเช้าทานกัน น่าจะเป็นการดี และยังได้ความหลากหลายด้วย


บรรยากาศของตลาดเช้าเปลี่ยนไปจากที่ผมไปคราวที่แล้วพอสมควร ในบางส่วนที่เคยเป็นตลากในร่ม ก็เปลี่ยนเป็นคล้าย ๆ กับศูนย์อาหารและแผงค้า ร้านเดิมที่ผมเคยทานก็ไม่ทราบว่าหายไปไหน รูปที่เคยถ่ายไว้ก็ไม่ได้เอาไป เลยไม่รู้จะถามยังไง เดินดูตลาดกันจนสายนิด ๆ ก็หาอาหารทานกันตามอัธยาศัย(จริง ๆ ก็ทานในร้านเดียวกันนั่นแหล่ะ เพียงแต่สั่งกันเอาเอง) มัวแต่หาร้านที่เคยทาน จนไม่ได้เก็บภาพครับ ขออภัยจริง ๆ ถ้าใครไปจากภาคกลางขึ้นไปที่ Hokkaido ทางชินคันเซ็น แล้วต้องการมาที่ตลาดนี้ ต้องลงที่สถานี Shin-Hakodate สำหรับชินคันเซน ผมไปตอนปี 2015 เป็นปีเดียวกับที่ชินคันเซนจะวิ่งไปฮอกไกโด เพียงแต่ว่าผมไปก่อนที่เขาจะเปิดใช้ไม่นานนัก แล้วต่อรถไฟหรือรถเมล์อีกต่อนึงมาสถานีฮาโกดาเตะ เพื่อต่อรถไฟต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาค Hokkaido นี้ ตลาดจะอยู่ไม่ไกลนัก มองออกไปทางขวามือก็เห็นเลย โดยร้านค้าจะเปิดตั้งแต่เช้าถึงประมาณ 4 โมงเย็นก็จะเริ่มเก็บกัน ถ้าขายหมดเร็วก็จะเก็บเร็ว แต่ตัวตลาดจะเปิดแค่ช่วงเช้า ดังนั้นหากใครต้องการเดินชมตลาดก็ควรมาให้ถึงในช่วงเช้าหรือแวะพักที่เมืองนี้แล้วมาในตอนเช้า หรือจะหาอะไรรองท้องก่อน แล้วขึ้นไปเก็บที่เมืองอื่นก่อนแล้วค่อยแวะมาพักและเก็บที่นี่ตอนกลับก็ได้ครับ แต่หากใครมาลงหรือกลับที่สนามบิน Chitose แนะนำให้แวะเที่ยวและพักพร้อมทั้งชมตลาดในตอนเช้า แล้วค่อยไปเที่ยวที่เมืองอื่นต่อครับ


 อาจจะทำให้ผังและร้านค้าเปลี่ยนไปจากเดิมก็เป็นได้ หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้วก็ตกลงว่าจะพาไปชมจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมกัน แต่อากาศไม่อำนวย ญาติผู้ใหญ่ก็ดูท่าทางจะค่อนข้างเหนื่อย ๆ เพราะอยากไปโตเกียวกันเลย ผมกับพี่สาวเลยเรียกแทกซี่ไปกับญาติกันอีก 3-4 คน เป็นการนั่งรถชมเมือง หลังจากชมเมืองเสร็จประมาณ 11 โมง ก็ได้เวลากลับพอดี

ผมกับพี่สาวและพี่ชายนั่งรถเลยไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้กับโรงแรม วันนี้ต้องนั่งรถไฟยาวครับ ต้องนั่งจากฮาโกดาเตะด้วยรถด่วนไปที่สถานี Shin-Aomori แล้วก็นั่งชินคันเซนไป Tokyo หลังจากนั้นก็ต้องนั่งจาก Tokyo ไปสถานี Shinagawa รวมเวลาเดินทางในวันนี้ประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ผมใช้เวลา 8 ชั่วโมง โดยผมจองรอบชินคันเซนที่วิ่งจาก Shin-Aomori มาที่ Tokyo ให้ห่างจากคันที่ผมนั่งมาจาก Hakodate ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาในการหาซื้อข้าวกล่องทานระหว่างนั่งรถกลับด้วย กว่าจะถึงปลายทางสถานี Shinagawa ก็เป็นเวลา 1 ทุ่ม

วันนี้ผมเลือกพักที่โรงแรม Shinagawa Hotel โรงแรมอยู่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ออกทางไหน ข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็ถามเขาว่าโรงแรมนี้อยู่ไหน ตอนแรกถามเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็ทำท่าจะพูดลำบาก เลยลองถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ทีนี้มาแบบน้ำไหลไฟดับ ทีนี้ก็มาแปลเท่าที่แปลได้กันล่ะ พอไปถึงก็พบว่าเป็นโรงแรมที่ใหญ่เหมือนกัน ห้องพักนอนสบาย เนื่องจากผุ้ใหญ่เหน็ดเหนือยกันมาหลายวัน เลยให้นอนสบาย ๆ จะได้มีแรงในวันรุ่งขึ้น เสร็จแล้วก็ลงมาหาอะไรทานกัน ตอนออกมาจากสถานีเห็นฝั่งตรงข้ามสถานีมีแผงค้า เลยมุ่งไปที่นั่น

บรรยากาศคล้าย ๆ กับตลาดนัดวันศุกร์ ครึกครื้น ร้านค้าเยอะแยะ ใครไปแถวนั้นวันศุกร์ก็ลองไปดูนะครับ ด้านฝั่งห้าง ATRE Shinagawa หลังจากหาอะไรทานกันเสร็จแล้วก็เดินย่อยสักพัก แยกย้ายกันไปนอน เพื่อให้วันรุ่งขึ้นมีกำลังชอปปิ้ง พูดถึงตรงนี้แววตาเป็นประกาย ประมาณว่า "วันนี้ที่รอคอย"


วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สู่ฮาโกดาเตะ สุดท้ายฮอกไกโด

อย่างที่ผมได้บอกไปว่า ทริปขึ้นเหนือครั้งนี้ถูกวางไว้อย่างกระทันหัน ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาที่จะพิถึพิถันกับการแวะชมมากนัก ทำได้แค่ชมจุดสำคัญ ๆ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องรีบเดินทาง เพราะต้องเดินทางไกลกลับไปฮาโกดาเตะ

เมืองที่นั่งรถไฟข้ามมาเมื่อวันก่อน เพือเก็บจุดสุดท้ายของเกาะฮอกไกโด หลังจากนั้นก็เป็นการกลับโตเกียว เที่ยว เล่น และชมเมืองโตเกียว เมืองหลวงของเกาะญี่ปุ่น ตื่นเช้ามาตรวจสัมภาระกับเรียบร้อย ก็เช็คเอาท์ออกมาตอน 9 โมงเช้า(เช้าจริง ๆ นะเนี่ย) อาหารเช้าวันนี้เป็นการฝากท้องไว้กับเซเว่นครับ นั่งรถกลับมาครึ่งชั่วโมงก็ถึงซัปโปโร


ไม่รอช้าครับ นั่งรถต่อไปยังฮาโกดาเตะเลย จากซัปโปโรไปฮาโกดาเตะ จะเท่ากับเวลาที่เราเดินทางจากฮาโกะดาเตะมาซัปโปโร(ตลกล่ะ!!!!)คือ 4 ชั่วโมงครึ่ง การเดินทางมาฮาโกดาเตะจากซัปโปโระ จริง ๆ มาได้ 2 ทางคือ 
1. นั่งสาย JR Hokuto เลาะชายฝั่งด้านล่างมายังเมืองฮาโกะดาเตะ ใช้เวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง 

2.นั่งสาย JR Hakodate จากสถานีซัปโปโระ วิ่งไปโอตารุ ผ่านเมือง niseko มาลงที่ Oshmambe 4 ชั่วโมงครึ่ง แล้วต่อสาย JR Hokuto อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง รวมเวลาสายนี้คือ 7 ชั่วโมง สำหรับคนที่มีโปรแกรมเที่ยวจากทางโอตารุมาทางนิเซโกะ เส้นนี้ถือว่าค่อนข้างจะคุ้ม แต่ถ้าไม่มีเวลา ผมแนะนำเป็นเส้นทางแรกครับ 



ผมมาถึงฮาโกดาเตะในตอนบ่าย 2 โมงกว่า พากันไปเช็คอินที่โรงแรม Hakodate hotel Eki-Mae มีชื่อ Eki-Mae ต่อท้าย แน่นอนครับ อยู่ใกล้สถานีรถไฟแน่นอน ใช้เวลาเดินจากสถานีไปโรงแรมประมาณ 5 นาที ทำการเช็คอิน แจกห้องพักกันแล้ว เอากระเป๋าไปเก็บแล้วก็ลงมาทานอาหารกลางวันกัน ที่ตลาด Asaichi จริง ๆ เป็นตลาดเช้า



ในตอนเช้าจะมีของทะเลมาขายกันในตลาด ร้านอาหารในนี้จะใช้ของที่ได้จากตลาดมาทำอาหารขายให้ลูกค้าตลอดทั้งวัน หลังจากของคาวเสร็จก็ได้เวลาของหวาน ไปเดินหาผลไม้ทานกัน เจอร้านนึงกำลังขายเมลอน ไม่รอช้าครับซื้อแล้วก็ให้เขาผ่ากันตรงนั้นเลย ทานกันเสร็จ ผมจึงจะไปเที่ยวหอคอย 5 แฉก หอชมเมืองฮาโกะดาเตะ แต่แม่กับป้าขอรอที่โรงแรม สำหรับการเดินทางมาหอคอยโกะเรียวคาคุนั้น ผมเขียนไว้ตามลิ้งค์ข้างล่างเลยครับ ในส่วนของราคาค่าเข้าชมอาจจะเปลี่ยนไปตามระยะเวลาครับ

http://nattour-japantrip.blogspot.com/2014/08/goyokaku.html 





เสร็จจากหอคอยโกเรียวคาคุได้เวลาหอคอยปิดพอดี ผมกำลังจะเดินกลับไปขึ้นรถราง แต่พอดูแมปแล้วใกล้กับที่พักเลย จึงเสนอว่างั้นเราเดินกลับกันดีกว่า ทุกคนดูแมปแล้วก็โอเค แต่พอเดินเข้าจริง ๆ ด้วยความสะเพร่ามาก ๆ ไม่ได้ถ่ายรูปแผนที่ไว้ เลยทำให้หลงออกนอกเส้นทางไปไกล แต่การเดินชมเมืองก็ใช่ว่าจะแย่ซะทีเดียวนะครับ เพราะทำให้เราได้เห็นเมืองอีกด้านในตอนเย็นค่ำด้วย




กว่าจะถึงที่พักก็ค่ำแล้ว ผมจะพาไปขึ้นเขาชมเมืองตอนกลางคืนต่อ แต่อาบอกว่าไม่ไหว ส่วนที่เหลือเลยไปขึ้นเขากันต่อ ตอนขึ้นไปถึงอากาศเย็นมาก เรียกว่าหนาวจับใจเลย แต่ว่าสาว ๆ ญี่ปุ่นใส่มินิสเกิร์ตเดินกันฉิว ๆ ญาติ ๆ งงกัน ผมก็บอกว่าพวกเธอเป็นคนที่นี่เลยไม่หนาว ที่ไหนได้พอเข้าไปในอาคารบ่นกันเลยว่า หนาวจัง!!! แหม!! เก็บอาการกันเก่งนะเนี่ย สำหรับการเดินทางมาที่นี่ ผมได้เขียนไว้แล้วตามลิ้งค์ข้างล่างครับ



สำหรับค่าขึ้นกระเช้าอาจจะเปลี่ยนไปตามระยะเวลาครับ

http://nattour-japantrip.blogspot.com/2014/08/mt-hakodate.html 

เมื่อถึงที่พักก็เหนื่อยมากสำหรับวันนี้ แต่สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างสุดท้ายคือการโดดลงแช่บ่อออนเซ็น ให้หลับสบาย คลายเมื่อยครับ หลับฝันดี Zzzzzzz