วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โอตารุ เมืองโรแมนติก

ผมออกเดินทางจากซัปโปโระ ไปโอตารุใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง รถไฟที่ใช้เดินทางนั้นไมมีในเ
ล่มตารางรถไฟที่รับมา แต่จะตรวจสอบได้ที่สถานีรถไฟซัปโปโระเป็นรถไฟสาย Local กับ Rapid airport ครับ รถไฟออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง
ถ้าพลาดขบวนนี้ก็ไม่ต้องรอนานครับ ใช้เวลาจากสถานีซัปโปโระถึงโอตารุประมาณ 30 นาที เลียบชายฝั่งทะเลด้านเหนือของเกาะฮอกไกโดไป

ถ่ายคู่กับป้ายหน่อย


สถานีรถไฟประจำเมือง


เมืองก็ไม่พลุกพล่านมาก






















 

โอตารุ

โอตารุ เดิมเป็นเมืองท่าของเกาะฮอกไกโดเช่นเดียวกับฮาโกะดาเตะ เปรียบได้กับฮาโกะดาเตะเป็นเมืองท่าทางใต้ ส่วนโอตารุจะเป็นเมืองท่าทางเหนือ ตัวเมืองมีขนาดเล็ก มีคลองเก่าประจำเมืองทอดยาวพร้อมกับเรียงรายด้วยโกดังเก่าที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้เป็นร้านอาหารและร้านขายของฝาก เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องซูชิอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อผมมาถึงสิ่งแรกที่ทำคือเช็คอินโรงแรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีเลย นั่นคือ Dormy Inn หาไม่ยากครับโรงแรมนี้
ออกจากสถานีรถไฟ มองไปฝั่งตรงข้าม โรงแรมจะอยู่ตรงหัวมุมซ้ายมือเลย เมื่อเข้าไปเช็คอินก็ทราบว่ายังไม่ได้เวลาเข้าห้องพัก สามารถเข้าห้องได้หลังจากบ่าย 2 ไปแล้ว แต่สามารถเช็คอินได้ จึงทำการเช็คอินและฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วกางแผนที่เที่ยวในเมือง หลัก ๆ เลยที่ต้องไปเยือนคือคลองเก่าประจำเมือง และถนนซูชิ เลยถือโอกาสถามโรงแรมว่าร้านชูชิร้านไหนอร่อย เขาถามว่าเอาแบบนักท่องเที่ยวหรือเแบบคนเมือง บอกว่าเอาแบบคนเมืองทานกัน เขาแนะนำมา 2 ร้าน ทั้ง 2 ร้านอยู่เลียบถนนคลองเก่า ร้านแรกคือ Waraku ส่วนอีกร้านจำชื่อไม่ได้ อยุ่ฝั่งตรงข้ามกัน เมื่อได้ที่หมายแล้วก็ลองออกมาเดินดูนิดนึงก่อนว่าจะไปยังไงกันดี




แทกซี่ดีไหม หรือว่ารถประจำทางดี เดินมาได้สักนิดพี่สาวเห็นมีถนนคนเดินจึงพาพ่อกับแม่ไปเดินดูกันสักหน่อยว่าเขามีอะไรบ้าง แต่วันที่ไปเป็นวันอาทิตย์ ร้านค้าต่าง ๆ จึงปิดเป็นส่วนใหญ๋ ที่ยังเปิดอยู่ก็เป็นร้านอาหารกับร้านขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ





เดินทะลุมาอีกด้านหนึ่ง ถ้าเลี้ยวซ้ายจะเป็นถนนที่ทอดยาวไปถึงคลองเก่าที่จะไป พ่อกับแม่บอกมาถึงตรงนี้แล้วก็เดินไปแล้วกัน เลยเดินกันไปถ่ายรูปกันไป ระหว่างทางจะมีเส้นทางรถไฟสายเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว มีป้ายและการตกแต่งที่ดี อย่าลืมแวะถ่ายรูปกันนะครับ


 
เดินตามทางมาเรื่อย ๆ เป้าหมายหลักในตอนนี้คือร้านซูชิ กับถนนการค้า Sakaimachi ผมเดินผ่านถนนการค้าไปก่อน ขอตัวไปแวะเติมพลังแปป แต่ระหว่างทางก็พบกับอาหารรองท้อง เป็นร้านที่ขายลูกกลม ๆ แต่ใหญ่มาก ผมนึกว่าเป็นทาโกะยากิลูกใหญ่


เลยลองถามเขาดู เขาบอกมันคือ Bakudan แปลว่า ลูกปืนใหญ่ ซึ่งจริง ๆ มันก็คือทาโกะยากินั่นแหล่ะ แต่ด้วยความที่มันใหญ่มาก ไม่สามารถทานได้ใน 1 คำ จึงเรียกใหม่ว่า Bakudan ส่วนร้านเข้าก็เรียกว่า Bakudanya แปลว่า ร้านขายลูกปืนใหญ่ แหม! เข้าใจตั้งชื่อร้านนะ




หลังจากได้ลูกปืนใหญ่มาทานแล้ว ก็เดินต่อไปอีกไม่มากนักตามถนนสาย 17(เส้นเลียบคลอง) จะพบกันร้านซูชิที่มีการตกแต่งแบบสวนญ๊่ปุ่น นั่นแหล่ะครับร้าน Waraku 


ในช่วงที่ผมไปพนักงานในร้านจะพูดภาษาอังกฤษกันได้ไม่มากนัก แต่ไม่มีปัญหาครับ บอกเขาว่ากี่คน เมื่อได้โต๊ะเขาจะพาเราไปนั่งที่โต๊ะ(ถ้าเห็นโต๊ะว่าง ๆ ห้ามนั่งเองนะครับ ต้องให้เขาพาเราไปนั่ง) ซูชิหน้าธรรมดาจะมีไหลมาตามสายพาน ถ้าเราต้องการอะไรเพิ่มก็สั่งโดยจะมีเมนูภาษาอังกฤษไว้ด้วย แค่หยิบขึ้นมาแล้วชี้บอกเชฟก็เป็นอันเรียบร้อย สำหรับร้านซูชิสายพาน ราคาจะคิดตามสีจานครับ 


เมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ไม่ใช่!!!! เราก็มีแรงเดินกันต่อ ออกมาจากร้านเลี้ยวขวาแยกถัดไปเข้าสู่ถนนการค้า Sakaimachi เมื่อเข้าสู่ถนนเส้นนี้ทั้ง 2 ข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ ผมเลี้ยวซ้ายไปยังจุดหมายถัดไปคือพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี เดินไปเรื่อย ๆ เห็นคนถือไอศครีมหลายชั้น เลยมองหา เจอร้านนึงขายไอศครีม 6 ชั้น ไม่รอช้าครับรีบซื้อทันที




อย่าลืมแวะหากันดูนะครับ ตอนนี้อาจจะมีมากขึ้นแล้วก็ได้ เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดถนนจะพบร้านที่มีนาฬิกาใหญ่ ๆ อยู่หน้าร้าน นั่นแหล่ะครับเป้าหมายของเรา พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งนาฬิกาที่หน้าร้านนี้ยังคงใช้งานได้ดี เป็นนาฬิกาไอน้ำที่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 เรือนเท่านั้นในโลก โดยจะมีเสียงหวูดจากนาฬิกาไอน้ำนี้ทุก ๆ 15 นาที และจะมีดังครั้งใหญ่เมื่อครบ 1 ชั่วโมง


ภายในพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีนี้จะมีลักษณะเป็นร้านขายกล่องดนตรี ซึ่งเราสามารถซื้อได้ทั้งแบบสำเร็จรูปหรือจะออกแบบเองเพื่อคนพิเศษก็ได้ ซึ่งแบบสำเร็จรูปเขาจะประกอบไว้ให้เราได้เลือกซื้อกันเลย
แบบสำเร็จรูป โดยป้ายจะบอกว่าชิ้นนี้เพลงอะไร








ส่วนแบบออกแบบเองนั้น จะเป็นส่วนด้านหลัง เขาจะแยกส่วนของลานดนตรี ตัวเรือน และอุปกรณ์ตกแต่งเอาไว้เป็นส่วน ๆ เมื่อซื้อเสร็จก็จะประกอบให้เรา นำไปฝากให้กับคนพิเศษ
ออกแบบกันเองไหม หวา! เยอะจัง

เมื่อเสร็จจากที่นี่ก็ได้เวลาอันเหมาะสมในการชมคลองโอตารุพอดี โดยคลองนี้จะเป็นที่นิยมของคู่รักมาชมกันในยามเย็นจนพระอาทิตย์ตกดินไป แต่ก่อนจะไปผมได้แวะไปชิมเค้กร้านดังประจำเมือง ใช่แล้วครับร้าน Le'Tao(เลอะ'ตาโอะ) นั่นเอง(ถ้าพลาดร้านปิด มีร้านย่อยอยู่ตรงหน้าโรงแรมครับ แต่ความหลากหลายจะไม่เท่ากับร้านนี้) โดยร้านนี้จะอยู่เยื้อง ๆ กับพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี บนเส้น Sakaimachi ถ้าถามคนในเมืองว่าร้าน Le'Tao อยู่ตรงไหน



ถ้าเขาทำหน้างง ๆ อย่าแปลกใจครับ คนญี่ปุ่นจะเรียกร้านนี้ว่า ルタオ(รุตาโอะ) ใช่ครับ เป็นคำผวนของเมืองโอตารุ->รุตาโอะ เขาจะร้องอ๋อ! ทันที เสร็จแล้วก็เดินกลับไปทางที่เรามากัน กว่าจะถึงคลองก็ได้แสงสวยพอดี ไม่รอช้าครับ ถ่ายภาพกันเลย ผมใช้เวลาที่นี่นานพอสมควร กว่าจะกลับถืงโรงแรมก็ 2 ทุ่มกว่าเกือบ 3 ทุ่ม ได้เวลาอาบน้ำพอดี ที่นี่มีห้องอาบน้ำรวมด้วย ใครสนใจแช่ตัวก็เชิญตามสบายครับ ผมคนนึงล่ะที่ไม่พลาด และโรงแรมในเครือของ Dormy Inn นั้นจะมีการเสริฟราเมงฟรี ที่ห้องอาหารตอน 4 ทุ่มด้วยครับ เสร็จไปอีก 1 วัน พรุ่งนี้ผมจะไปเก็บเชอรี่กันแต่เช้า ไปนอนดีกว่า หาว!!!






วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ชมเมืองซัปโปโระ ก่อนไปโอตารุ

วันนี้มีโปรแกรมว่าจะไปเมืองโอตารุ เมืองที่สุดแสนคลาสสิคของเกาะฮอกไกโด ตื่นเช้ามาก็ลงมาทานอาหารเช้า(ราคาโรงแรมที่นี่บวกอาหารเช้าแล้ว อย่าลืมนะครับ) หนึ่งในอาหารเช้าที่มีไว้ให้ทานก็มีนัตโตะด้วย ถ้าใครอยากลองอันนี้ทานได้ไม่ยากนักครับ ทานเสร็จบอกว่าเดี๋ยวออกไปเดินชมเมืองกันก่อน แต่พ่อกับแม่บอกไม่ไป เลยไปกัน 2 กันกับพี่สาว ที่แรกที่เราไปคือ



 

 

 

 

 

ทำเนียบรัฐบาลเดิมฮอกไกโด

ที่ว่าการเมืองเดิมของเมืองซัปโปโระนั้นเป็นอาคารสีแดง เห็นเด่นชัด ตั้งอยุ่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยฮอกไกโด

เป็นการสร้างโดยเลียนแบบลักษณะอาคารของที่ว่าการรัฐแมสซาชูเซสของอเมริกา สร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2429 ถูกใช้งานยาวนานถึง 80 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่บนอาคารสูง 10 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง หลังจากบูรณะจึงเปิดให้เข้าชมโดยยังคงมีเครื่องใช้และการตกแต่งเหมือนสมัยที่ยังคงมีการใช้งานอยู่ บางห้องจัดเป็นห้องนิทัศการเกี่ยวกับเกาะฮอกไกโดและที่นี่ยังเป็นที่ชื่นชอบของทัวร์ไทยด้วยครับ เสร็จจากที่นี่แล้วเดินมุ่งหน้าต่อไปยังลานสาธารณะกลางเมือง เพื่อชมวันว่างของชาวซัปโปโระ

Odori Park&TV Tower

สวนแห่งนี้มีความยาวหลายบล็อค ความยาวของสวนนี้สามารถแบ่งเมืองซัปโปโระออกเป็น 2 ฝั่งคือเหนือและใต้ได้เลย สวนนี้เป็นหนึ่งในสวนที่ใช้ในการจัดเทศกาลหิมะประจำปีของเกาะฮอกไกโด ในหน้าหนาวจะเต็มไปด้วยหิมะและรูปสลักน้ำแข็งที่ทั่วโลกส่งคนมาสลักประกวดกัน
ซึ่งไทยเราสามารถแกะสลักได้รางวัลชนะเลิศทุกปีที่เข้าร่วม ในหน้าร้อนจะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ที่่เบ่งบานต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้านบนสุดของสวนนี้เป็นที่ตั้งของเสาส่งสัญญาณทีวีของเมือซัปโปโระ มีความสูงประมาณ 140 เมตร มีจุดชมวิวตรงกลาง สามารถมองเห็นวิวของเมืองได้อย่างเต็มตา











หอนาฬิกาประจำเมือง 

หอนาฬิกานี้อยู่ไม่ไกลจากสวนมากนัก เรียกว่าถัดจากบล็อคของที่ทำการรัฐบาลเก่ามาอีก 1 บล็อคก็จะพบหอนาฬิกาของเมืองได้ไม่ยาก หอนาฬิกานี้มีความเก่าแก่มาก จนกลายเป็นอึกหนึ่งของสัญลักษณ์ประจำเมืองซัปโปโระ เดิมทีเป็นโรงฝึกงานของวิทยาลักเกษตรฮอกไกโด

ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยฮอกไกโดในปัจจุบัน(อ้อ! มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี่เอง) เป็นอีกหนึ่งจุดของเมืองที่แขกไปใครมาจะมาถ่ายภาพด้วย ผมอยู่ที่นี่สักพักก็กลับโรงแรมไปรับพ่อกับแม่ แล้วเดินทางไปเมืองโอตารุครับ

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Shioi Koibito-Sapporo

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์น้ำแข็งแห่งเมืองคามิคาวะแล้ว ผมเดินทางกลับมาอะซาฮิกาวะ เพื่อรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม และซึ้ออาหารกลางวัน วันนี้ฝากท้องไว้กับ Mos burger ครับ เดินทางกลับด้วยรถไฟขบวน Super Kamui เวลาประมาณ 13.55 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงซัปโปโระประมาณ 15.20 โปรแกรมหลัก ๆ เลยคือไปชมโรงงานชอคโกแลต ชิโระอิโคอิบิโตะ หนึ่งในโรงงานผลิตชอคโกแลตที่ขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโด และนับว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโระเลยทีเดียว เมื่อมาถึงเมืองซัปโปโระ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรมแรกที่พักมาเช็คอินยังโรงแรมที่ 2 ซึ่งคืนนึ้ผมพักที่ Route Inn Kitami Ekimae ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางออกของสถานีเลย
ต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าสถานีซัปโปโระนี้ใหญ่มากครับ แนะนำให้ดูทางออกไปโรงแรมดี ๆ เพราะถ้าหากออกผิด นอกจากจะเสียเวลาย้อนกลับเข้ามาแล้ว บางทีอาจจะเป็นอีกฝากของสถานีเลยก็ได้ ดังนั้นถ้าจะให้ดี ก่อนออกจากสถานี ถามคุณเจ้าหน้าที่ก่อนว่าโรงแรมนี้ อยู่ทางออกไหน โดยนำเอาที่อยู่ของโรงแรมให้ดูเลยครับ โดยผมกับพี่สาวให้พ่อกับแม่รอที่โรงแรมที่เราจะพัก ใช้เวลาไปกลับประมาณ 20 นาที(ลากปนวิ่ง) พอมาถึงโรงแรม เช็คอินเสร็จนำกระเป๋าเข้าที่พัก ลงมาถามเขาว่าจะไปที่ Shioi Koibito(ชิโระอิโคอีบิโตะ)เนี่ยไปยังไง เขาก็บอกว่าให้นั่งรถไฟใต้ดิน Tozai Line ไป ลงที่สถานี Miyanosawa แต่คุณต้องรีบหน่อยนะ เพราะเขาจะปิดตอน 5 โมงเย็น หันมาดูนาฬิกา 4 โมงจะครึ่งแล้ว
วิ่งซิครับ ใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมถึงสถานีดังกล่าว 20 นาที ขึ้นมาถึงก็โบกแทกซี่เลยครับ บอกจะไปที่โรงงาน เขาบอกเดินไปซิแค่นี้เอง ระยะแค่นี้เดินไปได้นะ ผมก็ยืนยันว่าไม่อ่ะ จะนั่งแทกซี่ไป เขาจะปิดแล้วต้องรีบ เขาเลยยอมไป(อืม! มีแบบนี้ด้วยแฮะ แต่ระยะเดินจริง ๆ ก็ประมาณ 700 เมตร ถ้าเดินก็ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่เราต้องรีบไปให้ทันประตู เลยต้องโบกคุณแทกซี่ไป ค่าโดยสารก็ไม่แพงมากประมาณ 600-700 เยน ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีก็ถึงแล้วครับ



 


 

 

 

 

Shioi Koibito

เมื่อมาถึงผมกับพี่สาวรีบวิ่งไปซึ้อตั๋วรั้งประตูไว้ก่อน เมื่อได้แล้วก็เป็นอันเสร็จภาระกิจ เรามาทันประตูแน่นอน สำหรับเวลาทำการของที่นี่จะเริ่มตั้งแต่ 9:00~18:00 (ประตูปิดเวลา 17:00,ร้านขายของฝากปิดเวลา 19:00) ราคาเข้าชม ผู้ใหญ่ 600 yen เด็กตั้งแต่ 12 ปีลงไป 200 yen
 
ภายในจะมีการจัดแต่งด้วยชุดโซฟาหลุยส์(รีเปล่า) แลการตกแต่งภายในแบบตะวันตก มีการทำเป็นห้องกระจกสามารถชมวิธีการทำได้ทุกขึ้นตอน มีประวัติของสถานที่และผุ้ก่อตั้ง เดินชมไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 ชั้นนี้จะเป็นส่วนของเบเกอร์รี่ แต่เนื่องจากผมมาถึงช้าไป เค้กทุกอย่างขายหมดแล้ว ก็ไม่ได้กินนะ เดินตามทางไปเรื่อย ๆ จะพบห้องของสะสมของเจ้าของและลูกหลานจัดแสดงอยู่ งานนี้ถูกใจคอของเก่า และคอของเล่นแน่ครับ ใช้เวลากับที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ เมื่อลงมาจะเป็นส่วนของร้านขายของฝาก ที่ตรงนี้จะมีทั้งเค้กและขนมที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อไปฝาก แต่เค้กในส่วนของเบเกอร์รี่ไม่มีจำหน่ายครับ ถ้าอยากทานต้องมาให้เร็วกว่านี้ หลังจากนั้นก็ออกมาถ่ายภาพด้านนอกทีมีการจัดสวนกุหลาบเอาไว้ หลังจากเก็บภาพจนเขาพอใจก็เข้าไปซึ้อเค้กสักชิ้น เป็นอันเสร็จพิธี เดินกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดิน วันนี้อาหารเย็นไปราเมงเหมือนเดิม


นั่งรถไฟจากสถานี Miyasawa ไปลงที่สถานี Sususkino โดยเราต้องนั่งไปเปลี่ยนที่สถานี Odori ครับ โดยนั่งสาย Tozai Line ถึงสถานี Odori เปลี่ยนไปนั่ง Namboku Line ลงที่สถานี Susukino แต่บัตรโดยสารที่เราซื้อมานั้น ใช้ลงที่สถานี Odiri เท่านั้น เมื่อเรามาถึงสถานี Susukino เราต้องไปที่เครื่องปรับราคาตั๋วก่อน ไม่เช่นนั้นออกไม่ได้ หรือถ้าใครอยากชมเมืองก็ออกทางสถานี Odori แล้วเดินตามทางไปย่าน Susukino ก็ได้เหมือนกัน เมื่อเราปรับราคารตั๋วเสร็จ ก็เป็นอันออกจากสถานีได้ละทีนี้ เมื่อออกจากสถานีเดินข้ามฝั่งไปก็อีกนิดหน่อยก็ถึงตรอกราเมนแล้ว แต่เราเปลี่ยนไปร้านอื่นที่ไม่ซ้ำกับวันแรก เพื่อชิมรสชาติใหม่ ๆ บ้าง เสร็จแล้วออกมาพบร้าน Kin dango ที่ไปเปิดในเมืองไทย อันนี้มากินที่ญี่ปุ่นมีหน้าหลากหลายเลยครับ เลือกกันไม่ถูกเลยเชียว เสร็จแล้วก็เดินเก็บบรรยากาศนิดหน่อยก็กลับโรงแรมนอน ตอนแรกว่าจะไปโดดน้ำให้ห้องอาบน้ำรวม แต่เพลียมาก เลยขึ้นไปอาบที่ห้องแล้วนอนเลย หมดแรง!!!!!

การตกแต่งภายในของ Shiroi Koibito


เก้าอีนั่งสบายดีนะ




อ๋อ! ชอคโคแลต เขาทำกันแบบนี้เอง




ว๊าว! น่ากิน ๆ


นี่สั่งทำเค้กแต่งงานด้วยใช่ไหมเนี่ย







คู่หู เจ้าหนูอะตอม




เห็นแล้วมันอิจฉานิด ๆ นะ -_-!


อันนี้เค้กในชั้นร้านค้าของฝากด้านล่าง




ตัวอาคารแบบยุโรป




สวนกุหลาบ ด้านข้าง





ร้าน Kin Dango หน้าแปลก ๆ เยอะแยะเลย


 

ราเมงปูฮอกไกโด ขอบอกไม่เลี่ยนนะ