วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Ueno Farm แห่ง อะซาฮิคาวะ

Ueno Farm แห่ง อะซาฮิคาวะ

ใครที่เคยไปโตเกียวแล้ว คงรู้จักสวนที่ชื่อว่า "Ueno Park" ใช่ครับ ผมฟังครั้งแรกนึกว่าที่เดียวกัน ทะเลาะกับพี่สาวอยู่พักนึง จนพี่สาวต้องกางแผนที่ แล้วชี้ให้ดู อ๊ะ! มีด้วยเหรอ สวนนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองอะซาฮิกาวะมากนัก ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองไม่เกินครึ่งชั่วโมง ถ้าจากเมืองบิเอะที่ผมเพิ่งจากมา ก็จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยไม่แวะไหนเลย แต่ด้วยความที่ผมขับไปแวะชมเส้นทางไป ทำให้ใช้เวลานานกว่า กว่าจะถึงสวนก็เกือบปิดสวนแล้ว กล่าวคือสวนปิดตอน 5 โมงเย็น ผมไปถึงสวนตอน 4 โมง สวนนี้เป็นการจัดแต่งแบบอังกฤษ ดังนั้นคนที่ไม่ค่อยชอบการตกแต่งสวนสไตล์นี้ อาจจะรู้สึกเฉย ๆ ครับ แต่ถ้าใครหาไอเดียในการแต่งสวน อย่างลองดูว่าสวนสไตล์อังกฤษเขาแต่งกันยังไง ก็ลองมาที่นี่ดูนะครับ

สวนนี้เปิดเวลา 10:00 a.m. - 5:00 p.m. และจะเปิดเฉพาะ 26 เมษายน-19 ตุลาคมของทุกปีเท่านั้น เพราะหลังจากนี้จะเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวของเกาะฮอกไกโด ดอกไม้ ใบไม้ต่าง ๆ จะโรยครับ ดังนั้นขอให้ดูช่วงเวลาดี ๆ นะครับ

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีลงไปฟรีครับ






ผมใช้เวลาที่ฟาร์มประมาณครึ่งชั่วโมงนิด ๆ หลังจากออกจากฟาร์มก็ต้องรีบบึ่งกลับอะซาฮิกาวะ เพราะนัดส่งรถตอน 6 โมงเย็น ถ้าเกินจะเสียค่าปรับ ดังนั้นหากมีความจำเป็นจริง ๆ ให้โทรมาแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าจะดีกว่านะครับ(เบอร์โทรอยู่ในคู่มือตอนรับรถครับ) ตอนกลับเข้าเมืองเวลาใกล้ 6 โมงแล้ว ยังต้องไปเติมน้ำมันอีก เลยขับไปที่บริษัทเช่ารถก่อนว่า เรามาแล้วนะ แต่ยังไม่ได้เติมน้ำมัน ขอไปเติมน้ำมันก่อน เขาก็ใจดี อนุญาติตามที่ขอโดยไม่คิดค่าล่วงเวลา ซึ่งการคืนรถนั้นเราต้องเติมน้ำมันเต็มถึงให้กับทางบริษัทเช่ารถนะครับ เมื่อเรานำรถมาคืนสิ่งแรกที่เขาจะเช็คคือ น้ำมันเต็มถังไหม เพราะเมื่อเขานำรถไปล้างแล้ว รถต้องพร้อมให้ผุ้เช่าคนต่อไปได้ใช้ทันที โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องนำไปเติมน้ำมันทีหลัง ซึ่งถ้าเราปฏิเสธที่จะเติมน้ำมันเต็มถัง คือคืนทั้งอย่างนั้นเลย ก็ได้ครับเพียงแต่เขาจะคิดเงินค่าเสียเวลาเติมน้ำมัน ซึ่งอาจจะแพงกว่าที่เราไปเติมครับ ซึ่งบางบริษัทจะมีคูปองเติมน้ำมันให้เรา ในตอนที่เรารับรถด้วย ดังนั้นตอนรับรถเช็คดี ๆ นะครับว่าเขามีคูปองส่วนลดเติมน้ำมันให้เรารึเปล่า ถ้ามีเขาจะบอกเราตอนรับรถว่า
นี่คูปองส่วนลดเติมน้ำมันนะ แต่คุณต้องเติมเฉพาะปั๊ม.....เท่านั้น ซึ่งปั็มดังกล่าวก็อยู่ไม่ไกลจากบริษัท สำหรับการเติมเต็มถัง ถ้ากลัวพนักงานที่ปั็มฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ให้พูดว่า "มันตัน" แปลว่า "เต็มถัง" หลังจากคืนรถแล้ว เราก็ตรงไปที่พักและหาอาหารเย็นทานกัน สำหรับที่พักของเราคืนนี้คือ "Fujita Kanko Washington Hotel"
เป็นโรงแรมที่อยู่หน้าสถานีรถไฟ ชนิดที่ว่าข้ามไปปุ๊ป ถึงสถานีเลย หลังจากเก็บกระเป๋าแล้ว เราออกไปอะไรทานกัน พร้อมทั้งสำรวจเมืองไปในตัว  สำหรับร้านที่เลือกในค่ำนี้คือ Torinokai
เป็นร้านสไตล์สั่งสรรค์ มีแบ่งเป็นห้อง ๆ ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ลูกค้า มีเมนูหลากหลาย แต่ที่ผมแนะนำคือ ข้าวแช่ในน้ำชาเขียว เป็นข้าวสวยแต่หน้าด้วยสาหร่ายแห้ง แล้วมีชาเขียวมาให้ 1 กา เทใส่ในข้าว ได้กลิ่นหอม ๆ ของข้าวคั่ว เป็นการผสมกันที่ดีเลยทีเดียว






หล้งจากทานเสร็จเดินย่อยอาหารนิดหน่อย พบว่าตัวเมืองอะซาฮิกาวะนี้ เป็นเมืองที่ใหญ่พอสมควร ผมว่าผมคงพลาดอะไรดี ๆ ในเมืองนี้ไปแน่ ๆ พอกลับมาเมืองไทย ตรวจสอบดูพบว่า เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์ราเมง และมีร้านราเมงขึ้นชื่อของเมืองอยู่ คราวหน้าไม่พลาดแน่ ๆ แต่ถ้ามาแล้วเหนื่อย ไม่อยากออกไปหาของทานไกล ข้ามไปฝั่งสถานีซื้อข้าวกล่อง หรือใกล้ ๆ โรงแรมมีเซเว่นครับ

โอโคโนมิยางิ ก็รสชาติดี


ฟูดคอร์ทของเมืองอะซาฮิกาวะ แต่ตอนไปปิดแล้วครับ


น่าจะจำหน่ายเฉพาะตอนกลางวัน

อันนี้เป็นข้าวผัดสไตล์ญี่ปุ่น


เสาสี่เขียว ๆ นี้เป็นเสานับถอยหลังสัญญาณข้ามถนน





ลุงเป่าเพลงอะไรน่ะ


ร้านนี้ก็น่าอร่อยนะ เสียดาย เราเจอกันช้าไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น