ก่อนอื่นขอบอกอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิ หรือเทศกาลดูดอกซากุระซักหน่อย โดยสิ่งที่ต้องเตรียมไปคือ
1. เสื้อกันลม(แบบกันหนาวได้ด้วยนะ) ถ้าไม่มีก็เอาตัวที่หนาหน่อยแล้วกัน
2. ผ้าปิดปาก แบบเดียวกับที่ใช้คาดปากกันหวัด นั่นแหล่ะ เอามาคาดกันปากแตก เพราะลมเย็น3. ลิปมันหรือวาสลีน ไว้ทากันปากแตกอีกชั้นหนึ่ง
4. JR Rail pass หากต้องการเที่ยวแถบคันโต(โตเกียวและเขตภาคกลางของญี่ปุ่น) เกินกว่า 3 วัน ให้ซื้อไปด้วย โดยซื้อได้จากบริษัทรับจองตั๋วเครื่องบิน หรือที่จองตั๋วเครื่องบินสายการบิน ANA (ต้องบินกับ ANA เท่านั้นจึงจะซื้อที่นี่ได้) ซึ่งอยู่ชั้น 2 ของตึก CP Tower ซึ่งจะคุ้มในกรณีที่ต้องเดินทางด้วยชินคันเซ็นระหว่างเมือง เพราะค่าตั๋วชินคันเซ็นมีราคาแพงมากหากเดินทางเที่ยวต่อเที่ยว แต่หากซื้อเป็นตั๋วแบบ 7 วัน(มากกว่า 7 วันก็ได้ครับ ผมเจอคนไปเที่ยวซื้อไป 15 วัน)ต้องซื้อนอกราชอาณาจักรญี่ปุ่นเท่านั้น โดยเมื่อเราซื้อมาเราจะได้ใบจองจากเมืองไทย แล้วนำไปแลกเป็นบัตร JR Rail pass ที่เคาท์เตอร์จำหน่ายบัตรชินคันเซ็นที่สถานีรถไฟ(สถานีนั้นต้องเป็นสถานีที่ มีชินคันเซ็นผ่านด้วยนะครับ) บัตรนี้ต้องกำหนดระยะเวลาในการใช้ว่าจะใช้วันไหน แล้วนับต่อไปเลยจนถึงวันที่สิ้นสุด เช่นผมใช้บัตรแบบ 7 วัน เลือกว่าวันแรกคือ 1 เม.ย. เขาก็จะนับต่อไปเลยว่าวันสุดท้ายที่ใช้ได้คือ 7 เม.ย.
5. ในกรณีที่ต้องการเดินทางแค่ภายในเขตคันไซ(โอซาก้าและเขตภาคตะวันตกของ ญี่ปุ่น) ให้ซื้อบัตร Kansai Thru Pass หรือคันไซผ่านตลอดนั่นเองล่ะ บัตรนี้สามารถซื้อได้ที่สนามบิน หรือในสถานีรถไฟ Osaka ดูดี ๆ นะ เพราะมี Osaka กับ Shin Osaka เพราะ Shin Osaka เอาไว้ขึ้นชินคันเซ็น โดยบัตรนี้น่าจะมีแบบ 1-3 วัน สูงสุดน่าจะแค่ 3 วันเพราะเป็นบัตรที่นักท่องเที่ยวใช้กัน คนญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้จักเลยด้วย ส่วนใหญ่จะใช้ตั๋วเดือนหรือแบบเติมเงินมากกว่า บัตรนี้ใช้ได้แค่ในเขตคันไซเท่านั้น ถ้าจะข้ามไปคันโตแนะนำให้พกบัตร JR Rail Pass ไปใช้ขึ้นชินคันเซ็น บัตรทั้ง JR Rail Pass และ Kansai Thru Pass นั้นทำให้ผมสามารถขึ้นรถไฟ และรถบัสที่รองรับฟรี ซึ่งต้องดูคู่มือหรือแผนผังสายรถไฟที่มีให้หยิบ ณ สถานที่ ๆ ซื้อมาศึกษาด้วยว่าสายไหนใช้บัตรไหนขึ้นได้ ไม่งั้นขึ้นได้ แต่ลงเสียตังไม่รู้ด้วยนา บัตรนี้มีข้อดีกว่า JR Rail Pass ที่สามารถกำหนดเองได้ว่าจะใช้วันไหน เช่นผมซื้อแบบ 3 วัน ผมสามารถจะใช้วันได้ก็ได้ แต่ได้แค่ 3 วันเท่านั้น ถ้าหมดต้องไปซื้อใหม่
6. หากต้องการประหยัดเงินซื้อเมมกล้อง แนะนำให้ใช้ตัวแบ็คอัพเมม ในกรณีของผม ผมใช้ Data Bank ของ DTECH เป็นเคสของฮาร์ดดิสแลบทอป(โน๊ตบุค) ที่มีตัวอ่านการ์ดรีดเดอร์ เมื่อผมเสียบการ์ดเมมโมรีของกล้องเข้าไป แล้วกดคำสั่งกอปปี้ เครื่องจะก๊อปปี้ข้อมูลในการ์ดมาเก็บไว้ให้ ทำให้ทุ่นเงินในการซื้อเมมโมรี่การ์ดของกล้องไปได้หลายเลย แนะนำให้นำฮาร์ดดิสของแลบทอปกับการ์ดไปลองด้วยตอนซื้อ เพราะเคยมีกรณีที่ซื้อมาแล้วปรากฏว่าไม่รองรับกับการ์ดรุ่นนั้นก็มี(อาการจะ เป็นแบบว่าไม่อ่านการ์ด) หรือร้านขายอุปกรณ์กล้องมีก็ลองดูนะ กันได้ ซึ่งจะเป็นแค่อุปกรณ์เคสเท่านั้น แต่จะดีกว่าของผมตรงที่สามารถตรวจสอบได้ว่าภาพเข้าไปหรือไม่ สามารถเล่นต่อกับทีวีได้ เล่นมัลติมีเดียร์ได้ แต่ราคาอาจจะแพงซักหน่อย ผมไปสอบถามมาที่พันทิพย์ราคาอยู่ประมาณ 7900 บาทไม่รวมฮาร์ดดิสหรือฮาร์ดไดว์ครับ แต่อุปกรณ์ตัวนี้จะไม่มีขายทุกร้านนะครับ มีเป็นบางร้านเท่านั้น อย่างที่ผมไปถามมาจากพันทิพย์-ประตูน้ำนี้ มีแค่ร้านเดียวทั้งห้าง(เออ! เนอะ ไม่แพงได้ไง ทั้งห้างมีอยู่ร้านเดียว ไม่มีการแข่งขันเลย)
7. สมุดสำหรับประทับตราของสถานที่ต่าง ๆ ไม่ควรมีขนาดเล็กมาก เพราะบางที่อย่างปราสาทโอซาก้าจะไม่ได้เป็นตราประทับ แต่จะเป็นเครื่องประทับตรา ประมาณสมุดโน๊ตก็คงจะพอได้
8. ถ้าไปฤดูใบไม้ผลิเอาถุงมือไหมพรมไปด้วยล่ะ เพราะอากาศที่ญี่ปุ่นเพิ่งจะคลายความเย็น จึงยังคงเย็นอยู่บ้างในช่วงเย็น-กลางคืน ถ้าหาไม่ทันร้าน 100 เยนที่โน่นมีให้ซื้อจ๊ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น