วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Trip Start เริ่มเดินทาง

เวปบล็อคนี้เป็นบันทึกการ เดินทางของผม ข้อความที่ใช้เป็นเชิงบรรยายการท่องเที่ยวแบบเดินเท้าครับ สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยว เนื่องจากเขียนหลังจากกลับจากการเที่ยวแล้ว จึงต้องนำเสนอเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวแทน เพราะไม่สามารถทำตามโปรแกรมได้ครบครับ

วันที่ 27 มี.ค. เดินทางด้วยเครื่องบินการบินไทยจากกรุงเทพสู่ฟิลิปปินส์ จากฟิลิปปินส์สู่โอซาก้า (Osaka) ประเทศญี่ปุ่น พักในเมืองโอซาก้า
วันที่ 28 มี.ค. เดินทางจากเมืองโอซาก้าไปเมืองนาระ หรือนารา(Nara) กลับมาพักที่โอซาก้า
วันที่ 29 มี.ค. เดินทางจากเมืองโอซาก้าไปเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่า กลับมาพักที่โอซาก้า
วันที่ 30 มี.ค. เดินทางจากเมืองโอซาก้าไปเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่า กลับมาพักที่โอซาก้า
วันที่ 31 มี.ค. เดินทางจากเมืองโอซาก้าไปเมืองฮิเมจิ,เมืองฮิโรชิมา และเมืองอิวาคุนิ กลับมาพักที่โอซาก้า
วันที่ 1 เม.ย. เดินทางจากเมืองโอซาก้าไปเมืองทากายามะ พักในเมืองทากายามะ หรือทากายาม่า
วันที่ 2 เม.ย. เดินทางจากเมืองทากายามะไปเมืองชิราคาวะโกะ กลับมาเมืองทากายามะ เดินทางต่อสู่เมืองคาวากุชิโกะ พักในเมืองคาวากุชิโกะ
วันที่ 3 เม.ย. เดินชมเมืองคาวากุชิโกะ เดินทางต่อสู่เมืองโตเกียว พักในเมืองโตเกียว
วันที่ 4 เม.ย. เดินชมเมืองโตเกียว
วันที่ 5 เม.ย. เดินทางจากเมืองโตเกียวไปเมืองนิคโก้ กลับมาพักที่โตเกียว
วันที่ 6 เม.ย. เดินชมเมืองโตเกียวอีกครั้ง เดินทางกลับไปพักในเมืองโอซาก้าอีกครั้ง
วันที่ 7 เม.ย. เดินชมเมืองโอซาก้า หลังจากที่ใช้เป็นฐานกำลังมานาน และเดินทางกลับเมืองไทยในเวลา 00.30 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2552

วันนี้ เป็นวันที่เริ่มเดินทางเครื่องขึ้น 9.00 น. ต้องไปเช็คอินประมาณ 7.00 น. เช็คอินเสร็จก็เข้าไปข้างใน พ่อแม่ถ่ายรูปกันใหญ่เลยล่ะ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาด้านในของสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนหน้านี้แค่มาส่งพี่สาวตรงประตูหน้าเท่านั้น














เครื่อง ที่ไปในครั้งนี้จะจอดที่กรุงมะนิลาของประเทศฟิลิปปินส์ก่อน จึงจะเดินทางไปกรุงโอซาก้าของประเทศญี่ปุ่นต่อ เครื่องที่ไปจากกรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยชาวต่างชาติที่ไปทำงาน ไปเที่ยว และชาวฟิลิปปินส์เองที่เดินทางกลับประเทศ พอไปถึงคนที่ลงที่นี่ก็จะออกไปเลย ส่วนคนที่ต้องไปญี่ปุ่นต่อก็จะต้องนั่งรอในห้องพักผู้โดยสารประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อถ่ายกระเป๋าและนำอาหารขึ้น เดี๋ยวนี้สายการบินส่วนใหญ่จะให้ครัวของประเทศที่ลงจอดทำอาหารให้ เพื่อลดปัญหาในเรื่องค่าน้ำมัน อาหารที่ทานจากเมืองไทยไปฟิลิปปินส์นั้น ทานได้ถูกปากคนไทยอย่างเรา ๆ เพราะเป็นอาหารไทย วันนั้นมีเนื้อกับปลา ผมเลือกทานปลาเพราะไม่กินเนื้อ หน้าตาก็อย่างที่เห็นนี่ล่ะ













แล้วก็เก็บภาพถ่ายจากบนอากาศด้วย ผมชอบนะดูแล้วรู้สึกมีอิสระดี แล้วก็มีภาพที่ถ่ายขณะเข้าไปในกลุ่มเมฆด้วย










เดิน ทางถึงกรุงมะนิลาประมาณ 13.00 น.เดินทาง 4 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเดินทางแบบรวดเดียวถึงโอซาก้าเลยใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงกว่า ๆ แต่แบบนี้มันประหยัดกว่า แต่เดินทางนานหน่อย สภาพสนามบินเหมือนดอนเมืองเลยล่ะ เครื่องบินลงจอดหรือแลนดิ้งได้ครั้งละ 2 ลำเท่านั้นเอง เล็กมาก ๆ ระหว่างรอก็เลยเข้าห้องน้ำ และเก็บภาพภายในมาด้วย












ออก เดินทางจากฟิลิปปินส์ประมาณ 14 นาฬิกาเศษ(15 นาฬิกาของที่โน่น ฟิลิปปินส์เร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมง) ขึ้นมาได้ประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ต้องทานอาหารอีกแล้วคราวนี้เป็นข้าวกับสปาเก็ตตี้ เพื่อให้เห็นทั้ง 2 อย่าง













ผม กับพี่เลยสั่งคนละอย่างเอามาลองกัน ปรากฏว่าอาหารของฟิลิปปินส์ สีสันดีแต่ไม่เผ็ดเลยล่ะ แล้วก็มีน้ำที่พี่สาวสั่งให้คือแอปเปิ้ลโซดา จะนำเอาน้ำแอปเปิ้ลกล่องที่มีขายตามบ้านเรานั่นแหล่ะ ใส ๆ ใส่น้ำโซดาลงไป ใส่น้ำแข็งก็เป็นอันเสร็จเสริฟได้เลย เดินทางจากฟิลิปปินส์ถึงญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณอีก 3 ชั่วโมง ก่อนลงประมาณ 1 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่แอร์คนสวย ก็นำเอาใบตม.ของญี่ปุ่นมาให้กรอกหน้าตาเป็นไงนะ ไปดูกัน




























ถึงญี่ปุ่นประมาณ 17 นาฬิกา 30 นาที(ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 19.30 เร็วกว่าเรา 2 ชั่วโมง)












รวม เวลาที่เดินทางจากกรุงเทพถึงญี่ปุ่นก็ประมาณ 7 ชั่วโมงกว่า ๆ เรียกว่า “งอมพระราม” เลยเชียวล่ะ แต่จะงงกับเวลานิดหน่อย สนามบินเขาสวยดีนะ สนามบินแห่งนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะ เพราะเป็นสนามบินที่สร้างบนกองขยะในประเทศญี่ปุ่น นำมาอัดและถมทะเลให้กลายเป็นฐาน












การเดินทางภายในระหว่าประตูและตัวอาคารสนามบินต้องใช้รถกระเช้าพาไป เพราะรันเวย์อยู่ในทะเล ส่วนตัวอาคารสนามบินจะอยู่ที่ฝั่ง












ลง มาถึงก็ผ่านด่าน ตม. เขาใช้เทคโนโลยีชีวะอะไรซักอย่างคือไม่ใช่แค่ถ่ายหน้าเท่านั้น แต่ต้องถ่ายลายนิ้วมือด้วย ตรงนี้เขาห้ามถ่ายรูปนะครับ จนกว่าจะออกไปนอกประตูเกทหรือจนกว่าจะออกสู่ที่รอรับญาตินั่นแหล่ะครับ ถึงจะสามารถถ่ายภาพได้












พอ ออกมาก็งงภาษาญี่ปุ่นเลยเชียว เพราะมีคนญี่ปุ่นมารับญาติกันเต็มเลย ผมกับพี่ก็เลยเดินหาข้อมูลซักหน่อยก่อน แล้วก็เก็บภาพตู้ขายน้ำแบบบ้านเรา แต่ที่นี้เขาขายทั้งแบบกระป๋องร้อน และกระป๋องเย็นเลย เห็นไหมตัวอักษรสีแดงคือกระป๋องร้อน ตัวอักษรน้ำเงินคือกระป๋องเย็น













ออก จากสนามบินปั๊บต้องรีบหาเสื้อใส่เลย เพราะหนาวน่าดูสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา ๆ เดินถัดจากอาคารสนามบินมาหน่อยจะเจอกับสถานีรถไฟที่ใช้วิ่งเข้าเมือง ก่อนอื่นก็ต้องไปซื้อตั๋วก่อน ที่เครื่องขายตั๋ว เราสามารถนำรถเข็นเข้าไปจอดได้ถึงด้านในของสถานี













คน ญี่ปุ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่ค่อยได้(คนพูดได้ก็ มีแต่พูดได้น้อยนิด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำงานเกี่ยวกับการบิน ฝ่ายต่างประเทศหรือพนักงานชิปปิ้ง) ดังนั้นจึงเป็นปัญหาในการติดต่อสอบถาม ไปดูป้ายสถานีหาชานชลาที่จะวิ่งเข้าเมืองโอซาก้าก็ไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด































เดิน ไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทำหน้าแบบว่าตอบไม่ถูก เลยยกนิ้วแล้วพูดเป็นตัวเลขภาษาอังกฤษ ได้แล้วก็วิ่งลงไปเลย เพราะใกล้จะออกแล้ว
รถไฟที่นี่บางขบวนเก้าอี้สามารถเปลี่ยนด้านได้ด้วยโดย การโยกราวจับด้านข้าง(แล้วผมจะนำมาเสนอต่อไปครับ ตอนเจอมัวแต่อึ้ง) ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึงสถานี Shin-Imamiya(ชิน-อิมามิยะ) ผมลงที่สถานีนี้เพื่อเข้าที่พัก




เดินต่อจากสถานี Shin-Imamiya(ชิน-อิมามิยะ) ประมาณ 3 นาที จะถึงโรงแรม Chuo (สังเกต เดินออกจากสถานีชิน-อิมามิยะ เลี้ยวขวา เจอร้านปาจิงโกะข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เจอสถานีรถไฟใต้ดิน Dobutsuen mae(โดบุสสิเอ็ง มาเอะ) แล้วตรงขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเจอป้ายโรงแรมครับ) โรงแรมที่ญี่ปุ่นมีหลายแบบ โรงแรมนี้เป็นแบบ Business Hotel มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน ห้องพักที่นี่มีทั้งแบบเจแปน(เสื่อทาทามิ) และเวสเทิร์น(เตียง) มีชุดยูกาตะให้เปลี่ยนด้วย ซึ่งผมก็ใส่ชุดนี้ล่ะนอน ไม่ต้องใส่ชุดนอน ใส่ชุดชั้นในแล้วก็ยูกาตะ ห้องน้ำมีทั้งแบบห้องอาบน้ำรวม(จะแยกเวลาในการอาบของชายหญิงเป็นรอบ ๆ) โดยเข้าไปจะมีตู้ให้เก็บเสื้อผ้า แล้วก็แก้ผ้าเข้าห้องไปอาบเลย คนไทยอย่างเรา ๆ ไม่เคยก็มีอิดออดตัดสินใจบ้าง แต่พวกญี่ปุ่น,ฝรั่งเข้ามาถอดพรวดเดินเข้าไปเลย เล่นเอาผมงงไปเหมือนกันนะ การอาบน้ำแบบญี่ปุ่นจะมีอาบน้ำและแช่ตัว ต้องอาบน้ำก่อนแล้วจึงลงไปแช่ตัว โดยการแช่ตัวต้องบอกว่าห้ามโดดลงไปเลยล่ะ เพราะน้ำมันร้อนมาก การแช่ทำได้ 2 วิธีคือ วิธีแรกหย่อนขาลงไปก่อน พอขาเริ่มชินก็ค่อยหย่อนตัวลงไปเรื่อย ๆ ไม่งั้นร้องจ๊ากเชียวล่ะ การแช่น้ำร้อนควรแช่ประมาณ 5 นาที แล้วก็ขึ้นพัก ไม่งั้นจะทำให้เพลีย แต่ถ้าจะนอนก็ตามสบาย แต่ไม่ควรแช่นานนัก เมื่อเห็นว่าแช่นานพอแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำเย็น การแช่น้ำร้อนเป็นการขยายรูขุมขน การแช่น้ำเย็นเป็นการกระชับรูขุมขนที่ขยายเมื่อกี้นี้ เขาว่างั้นนะ แต่บางคนบอกว่าแช่น้ำร้อนแล้วไม่ควรอาบน้ำเย็น ก็แล้วแต่นะครับ แต่ผมเห็นคนญี่ปุ่นที่อาบด้วยกันทำ ผมก็ทำตาม อีกวิธีหนึ่งคือให้เอาน้ำในอ่างมาราดตัวต้องค่อย ๆ ราดนะ เพราะมันร้อน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลก่อน จากนั้นก็ทำตามวิธีแรกคือเอาขาหย่อนนำไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ ไหลไปทั้งตัว เขาไม่ว่าอะไรเราหรอก เพราะแต่ละคนความสมดุลในร่างกายไม่เท่ากัน แค่ขอให้รู้ธรรมเนียมในการแช่น้ำรวมก็พอแล้วล่ะครับ การอาบน้ำรวมมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกคือหลังจากที่คุณแก้ผ้าแล้ว ไม่ควรนำผ้าหรือสิ่งใดมาผิดช่วงล่าง(ในผู้ชาย) และปกปิดตัว(ในผู้หญิง) เพราะเมื่อคุณเข้าไปในสภาพนั้นแล้วทำสายตาจะหันมาจับจ้องที่คุณทันทีว่ามมัน มีอะไรต้องปกปิดหรือไง อันนี้ผมเคยเห็นมาแล้วล่ะ แต่ไม่ใช่ผมนะ เป็นคนอื่น ผมกำลังอาบอยู่ก็มีคนเข้ามาในแบบที่ผมบอก แล้วทุกสายตาก็หันพร้อมกันไปมองเลย และการอาบน้ำรวมก็มีอาบแบบกลางแจ้งด้วยส่วนใหญ่จะเป็นชายหญิงแช่ร่วมกัน การอาบแบบนี้คุณต้องใส่ชุดยูกาตะลงไปอาบ การแช่น้ำรวมแบบนี้ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้ ลงไปแช่ได้เลยครับ แต่ต้องมีชุดยูกาตะนะ และมีแช่น้ำรวมชายหรือหญิงกลางแจ้งอันนี้มีทั้งแบบใส่ยูกาตะหรือไม่ใส่อะไร เลย ทั้งนี้ต้องดูระเบียบการแช่ของแต่ละที่ด้วยครับ และมีห้องอาบน้ำในห้องนอน(มีเป็นบางห้อง) พักที่นี่ก่อนพรุ่งนี้ค่อยไปเที่ยว เหนี่อยเห

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น