วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ท่องไปใน Kyoto(Kyoto,Japan)

วันที่ 29 มีนาคม 2552 ท่องไปใน Kyoto

วันนี้ ตกลงกับพี่ว่าจะพาพ่อแม่ไปเที่ยวในกรุงเกียวโต เมืองหลวงก่อนโตเกียว วันนี้ตื่นมาด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างจะงัวเงีย แต่ก็ต้องตื่นเพราะเดี๋ยวสาย อาหารเช้าวันนี้คือกาแฟฟรีของโรงแรมกับโดรายากิที่ซื้อมาเมื่อวาน ลองบิดู ว้าว! ไส้เพียบเลย เชื่อไม่เชื่อกินกัน 4 คนยังไม่หมดเลย กว่าจะออกจากที่พักก็ราว 9 โมงกว่า ๆ วันนี้นึกยังไงไม่รู้ซิออกจากที่พักก็อยากเดินไปทางขวา พอเดินไปก็เจอกับร้านขายของมือสองราคาถูก แม่เลยหาเสื้อกันหนาวเพิ่มเพราะที่เอามารู้สึกว่าจะกันหนาวได้ไม่ดีเท่าไหร่ เลยได้เสื้อกันหนาวราคา 400 เยน(138 บาท)มา ถ้าถามว่ามันกันได้เหรอ ก็ต้องตอบว่าได้แน่ เพราะการซื้อของจากพื้นที่ก็ต้องได้ของที่สามารถใช้ได้ เพราะเสื้อกันหนาวบ้านเราอาจจะกันหนาวบ้านเขาไม่ได้มาก แต่เสื้อกันหนาวบ้านเขา เอามาใส่บ้านเราร้อนเลยล่ะ อุ ๆ ล้อเล่นนะ สรุปว่าถ้าเอาไปแล้วกันหนาวได้ไม่พอก็ให้ลองหาตามร้านแผงลอยดู จะคล้าย ๆ แบกะดินหรือเปิดท้ายบ้านเรานั่นล่ะ แต่ของเขาจะมีวันจำกัดแน่นอน อย่างที่นี่จะมีเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น บางที่ผมก็จะเห็นเป็นนักเรียนนักศึกษาเอาของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาขายด้วยนะ ดังนั้นควรวางแผนแบบไปวันพฤหัสหรือศุกร์ จะได้รู้ว่าที่เอาไปกันหนาวได้พอหรือเปล่า ถ้าไม่พอวันเสาร์-อาทิตย์จะได้มองหาด้วย ถ้าถามว่าทำไมถึงถูกจัง ก็เพราะเสื้อกันหนาวพวกนี้ค่าซักรีดจะแพงมาก ดังนั้นเมื่อใช้จนพอใจแล้ว เขาจะนำมาบริจาค จึงทำให้ไม่มีต้นทุนจึงมีราคาถูกนั่นเอง พอกลับมาก็เอามาซักรีดบ้านเรา ราคาตกตัวละ 150 บาท รวมกับค่าเสื้อก็ตัวประมาณ 288 บาท เสร็จแล้วก็ไปเที่ยวเกียวโตกัน เกีย วโตเป็นเมืองหลวงเก่า ก่อนที่จะย้ายไปโตเกียว วันนี้เริ่มรู้สึกปากแห้ง ๆ แข็ง ๆ คิดว่าคงใกล้แตกแน่ ๆ แต่ก็คิดว่าเอาน่า เดี๋ยวก็ชินเอง(ประมาทครับ ประมาทมาก ๆ ถ้าไปญี่ปุ่นอยากกินน้ำเท่าไหร่กินไปเลย ห้องน้ำมีทุกที่ สถานีรถไฟมีทุกที่ สะอาดด้วย แล้วก็นะน้ำที่ขายในตู้เป็นน้ำแร่ ถ้าจะกินน้ำเปล่ากินจากก๊อกได้เลย แต่ต้องดูด้วยว่าอันไหนกินได้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้เขาจะมีป้ายบอกว่าอันนี้กินไม่ได้จ๊ะ ถ้าจะให้ดีเอาขวดกรอกไปจากที่พักเลย ฝรั่งเขาก็ทำกันทั้งนั้นล่ะ) ใช้เวลาเดินทางจากโอซาก้าไปเกียวโตประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางก็ประมาณ 200 กิโลมั๊ง นี่ถ้าขึ้นชินคันเซ็งก็ถึงด้วยเวลา 40 นาทีได้ แต่เพราะเลือกวันที่จะใช้ JR Pass ไว้ 6 วันหลัง วันนี้เลยใช้ KTP ต่ออีกวัน ไปถึงก็ต้องขึ้นรถรางต่ออีกนะ แต่พอออกจากสถานีแล้วไม่รู้ว่ารถรางอยู่ทางไหน เลยไปถามคนแถวนั้นดู แต่ไม่มีใครร่วมมือด้วยเลย เลยงง ๆ อยู่ก็มีลุงรปภ.คนนึงเห็นผมกับพี่กางแผนที่ เลยคุยกันเลยเข้าไปมาถามว่าให้ช่วยอะไรไหม ผมกับพี่ก็เลยชี้ไปที่สถานีรถราง ลุงแกก็ดูอยู่ซักพัก แล้วก็ตอบมาเป็นภาษาญี่ปุ่น(จำไว้ว่าเราต้องมีหน้าที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็น ภาษาของเราที่เราเข้าใจเอง TIC(Tourist Information Center) บางที่เขาก็พูดอังกฤษได้ไม่มากด้วย) ลุงแกชี้ไปทางข้ามแยก ผมก็ต้องเข้าใจว่าต้องข้ามไปฝั่งโน้นนะ แล้วก็ทำกางมือมา 5 นิ้ว ก็เดาว่าไปอีก 500 เมตรมั๊ง เสร็จแล้วก็กล่าวขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นกลับไป แล้วก็ไปตามทางที่ลุงเขาบอก เออ! เจอด้วย ไม่รู้ว่างานนี้จะยกเครดิตให้คุณลุงหรือให้ตัวเองดี แต่เอาเป็นว่ายกให้คุณลุงแล้วกัน เพราะถ้าแกไม่ทำไม้มือบอกก็คงยังเถียงหรือสุ่มทางอีกนานเลยเชียว รอรถรางประมาณ 3 นาที รถมาก็ขึ้นรถรางไปตามทางจะมีต้นซากุระที่ตามบ้านจะปลูกไว้ แต่ว่าตอนที่ไปซากุระในเกียวโตยังไม่บาน เลยไม่ได้เห็น ไม่งั้นคงจะสวยน่าดูเลยล่ะ จุดหมายในครั้งนี้คือวัด Ninnaji




















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น