วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Mt. Hakodate ภูเขาฮาโกะดาเตะ

Mt. Hakodate ภูเขาฮาโกะดาเตะ

     ภูเขาฮาโกะดาเตะ หรือฮาโคะดาเตะนี้ เป็นภูเขามีสามารถชมวิวมูมสูงเพื่อชมเมืองฮาโกะดาเตะได้ เป็นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างประเทศ ที่ได้มาเยี่ยมเมืองนี้
การขึ้นชมวิวบนยอดเขานี้นิยมขึ้นกันตอนเย็นช่วงพลบค่ำของแต่ละฤดูโดยในฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกประมาณ 1 ทู่ม และจะตกประมาณ 4 โมงเย็นในฤดูหนาว วิวที่ได้ชมจากยอดเขานี้ถูกขนานนามเป็น 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น ที่มีวิวสวยงาม(จัดโดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น)

     ภูเขาฮาโกะดาเตะนี้มีความสูง 334 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เมื่อมองลงมาจะเห็นตัวเมืองที่ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ด้าน เมื่องพลบค่ำและในยามค่ำคืนจะเห็นแสงไฟจากบ้านเรือนในเมืองระยิบระยับสวยงาม นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาก่อนพลบค่ำเล็กน้อย เพื่อชมภาพตอนพระอาทิตย์ลับฟ้า
และชมภาพยามค่ำพร้อมกับบ้านเรือนเริ่มเปิดไฟนับว่าเป็นภาพที่สวยงามมาก ถ้าหากไปชมในฤดูร้อนแนะนำให้ไปเร็วสักนิด เพราะนักท่องเที่ยวจะเยอะมาก จนเราอาจจะหามุมถ่ายได้ยาก เนื่องจากบางช่วงอาจจะมีกรุ๊ปทัวร์มาร่วมด้วย ส่วนในฤดูหนาวนั้นเนื่องจากพระอาทิตย์จะตกเร็วและมีลมแรง จึงทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวไม่มากนัก และอยู่นานไม่ได้เพราะลมหนาวนั่นเอง และอย่าลืมขาตั้งกล้องไปด้วยนะครับ การถ่ายภาพตอนกลางคืนไม่ง่ายเลย สำหรับการเดินทางของผม ผมเลือกที่จะใช้รถบัสในตอนขึ้นเขา ซึ่งในรถบัสที่ขึ้นเขาฮาโกะดาเตะนั้นจะมีพนักงานหญิงคอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ เมืองตลอดเส้นทาง เรียกว่าสายนี้เป็นรถบัสนำเที่ยวนั่นเองครับ ส่วนจะเป็นสายอะไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่สามารถสอบถามได้ที่เคาต์เตอร์ของส่งเสริมการท่องเที่ยวฮาโกะดาเตะตรง สถานี JR ได้ครับ
รถจะออกทุก ๆ 20 นาที และอีกเหตุผลที่ผมเลือกขึ้นเขาตอนกลางคืนคือ ถ้าเราขึ้นเขาตอนกลางคืนเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนขับจะดับไฟในรถ และจอดเป็นจุด ๆ ให้ได้ชมภาพเมืองจากทางขึ้นเขาได้ครับ เรียกว่า โรแมนติกไปอีกแบบ ส่วนเวลาลงผมเลือกลงทางรถกระเช้าครับ หลังจากชมวิวอย่างเต็มที่แล้ว ผมและครอบครัวจึงเดินทางไปที่สถานีรถกระเช้า ปรากฏว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ยืนรอกันอยู่เต็มเลย
เมื่อลองสำรวจดูพบป้ายว่า "ยินดีต้อนรับ" แสดงว่าคนไทยนิยมมาเที่ยวที่นี่มากเลยครับ เมื่อถามเจ้าหน้าที่ว่า ซื้อตั๋วที่ไหน เจ้าหน้าที่ถามกลับมาว่ากี่คน ผมบอกว่า 4 คน เจ้าหน้าที่รีบลัดคิวไปซื้อตั๋วและจัดให้ขึ้นรถกระเช้าคันถัดไปเลย แต่เมื่อลงมาถึงก็ต้องรีบอีกแล้ว เพราะรถเมล์คันสุดท้ายที่จะกลับเมืองจะหมดตอน 3 ทุ่มครับ ดังนั้นถ้าจะกลับรถเมล์ต้องเช็คด้วยนะครับว่ารถหมดกี่โมง ซึ่งถ้าพลาดรถเมล์ก็ต้องขึ้นแท็กซี่อย่างเดียวเท่านั้น แน่นอนครับว่าแพงพอดูเลย

วิวการขึ้นยอดเขานี้ขึ้นได้ 2 ทางคือ

     - ทางรถ จะมีรถบัสขึ้นเขา สามารถขึ้นได้จากป้ายรถเมล์ตามเส้นทางที่ผ่านตลาดอะซาอิชิ(ตลาดเช้า) รถจะออกทุก ๆ 20 นาที เราสามารถใช้บัตร One Day Pass ที่เป็นบัตรขึ้นรถรางและรถเมล์ได้ไม่จำกัดใน 1 วันกับรถคันนี้ได้ครับ ถ้าจะจ่ายเงินก็คนละ 360 เยนโดยประมาณ แต่ก็ควรศึกษาตารางเวลาด้วยนะครับ

        -รถ กระเช้า เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นิยมขึ้นมาก โดยการขึ้นรถกระเช้านี้สามารถโดยสารรถบัสที่ขึ้นเขา แล้วลงตรงตีนเขา แล้วจึงเดินไปขึ้นรถกระเช้า หรือโดยสารรถรางประจำเมืองสาย 2 และ 5 ลงที่สถานี Jujigai(จูจิไง) จากนั้นเดินขึ้นเนิน Nanbu-zaka ต่ออีกประมาณ 10 นาที ก็ถึงสถานีรถกระเช้าขึ้นดอย เอ๊ย! ขึ้นยอดเขา หรือถ้าใครอยากเดินแบบสบาย ๆ ไม่เหนื่อยเดินตามทางเรียบ ๆ แนะนำให้เดินเที่ยวชมบริเวณ Motomachi
ก่อน จากตรงนั้นเดินมาสถานีรถกระเช้าเป็น ทางเรียบ ๆ ไม่ชันมากครับ ค่าบริการประมาณ 640 เยนต่อเที่ยว แต่ถ้าซื้อแบบไป-กลับจะเหลือ 1,160 เยน สำหรับเด็กครึ่งราคา

Goyokaku ป้อมดาวห้าแฉก

Goyokaku ป้อมดาวห้าแฉก

การเดินทางไปป้อม Goryokaku หรือ Goryokaku Koen อดีตป้อมดาว 5 แฉกนั้น เราสามารถได้ 2 วิธีคือ
     - ใช้รถรางที่มีบริการในเมืองโดยนั่งสาย 2 และสาย 5 ลงที่ป้าย Goryokaku Koen-Mae แล้วเดินไปตามทางประมาณ 15 นาที ราคาประมาณ 220 เยน

     - รถบัส Hakodate Bus ลงที่ป้าย Goryokaku Koen iriguchi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที


     ผมเลือกวิธีแรกคือนั่งรถราง การเดินทางในเมืองฮาโกะดาเตะนั้น เพิ่อความประหยัดนั้นผมเลือกที่จะซื้อบัตร Street car\bus one day pass สามารถซื้อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ราคาประมาณ 1000 เยน เราสามารถขึ้นรถบัสหรือรถรางได้ไม่จำกัดเที่ยว ใน 1 วัน และยังสามารถขึ้นรถบัสที่พาขึ้นไปบนยอดเขาฮาโกะดาเตะได้ด้วย เราสามารถขึ้นรถรางได้ที่ท่ารถรางที่อยู่ตรงกลางถนน ขึ้นฝั่งที่ป้ายบอกว่า Chiyogadai Goyokaku koen-mae ถ้าขึ้นฝั่งตรงข้ามจะไปที่แยกถนนตึกแดง
สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่ นิยมกันของเมืองฮาโกะดาเตะนั่นเอง ซึ่งผมจะกลับมาเก็บในวันหลังครับ เมื่อไปถึงป้าย Goryokaku koen-mae จะมีป้ายรูปห้าเหลี่ยมที่เป็นสัญลักษณ์ของ Goyokaku koen ให้เดินไปตามถนนที่มีป้ายนั้นตั้งอยู่ และมองหาหอคอยสูง ๆ ไว้ครับ หรือถ้าจะให้ง่ายก็คือเดินไปจนเจอร้าน Family mart
ที่มีรูปหล่อคนสองคนก็เลี้ยวไปข้างนั้นได้ เลย หรือตรงไปแยกหน้าค่อยเลี้ยวขวาก็ได้ครับ หอคอย Goyokaku Tower นั้นเป็นหอคอยรูป 5 เหลี่ยม คล้ายกับตัวสวน Goyokaku Koen ที่ถูกสร้างให้เป็นรูปดาว 5 แฉก ป้อมนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2400 โดยโชกุนในตระกูลโตกุงาวะ ใช้เวลาสร้างประมาณ 7 ปี
เพื่อใช้ป้องกันการบุกรุกของชาวต่างชาติ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยเมจิ ได้มีการปฏิรูปอำนาจคืนสู่องค์จักรพรรดิ ที่นี่จึงถูกใช้เป็นที่หลบภัยและศูนย์บัญชาการรบของโชกุนและขุนนางที่หนีมา จากโตเกียว แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อกองทัขององค์จักรพรรดิในปี พ.ศ. 2412 ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองด้วยระบบศักดินาที่มีโชกุนยึดอำนาจมาจากองค์ จักรพรรดิ รวมเวลาของยุคสมัยโชกุนประมาณ 200 กว่าปี ปัจจุบันป้อมนี้กลายเป็นสวนสาธารณะ ยังคงอนุรักษ์รูปทรงของป้อมรูป 5 แฉกไว้ ในฤดูใบไม้ผลิสวนนี้จะสวยงามไปด้วยการผลิดอกของต้นซากุระกว่า 1,600 ต้น ในฤดูใบไม้ร่วงสวนนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้มของใบไม้ที่เปลี่ยนสี และจะเป็นสีขาวของหิมะในฤดูหนาว ถ้ามองจากบนหอคอยนี้จะทำให้มองเป็นรูปร่างของสวนนี้ได้อย่างชัดเจน ป้อม นี้มีขนาดใหญ่มากขนาดมองจากหอคอยยังเห็นความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน หรือถ้าเก็บภาพด้วกล้องก็ยังเป็นการยากที่จะเก็บได้หมด ในส่วนของหอคอยนี้มีความสุง 107 เมตร เปิดใช้ครั้งแรกในปี 2549 ที่ผ่านมา ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่แทนของเดิมที่มีความสูง 60 เมตร(ใช้งานมานานตั้งแต่ปี 2507) จุดชมวิวอยู่ที่ระดับความสูง 90 เมตร ออกแบบให้เป็นลักษณะ 5 เหลี่ยมให้สอดคล้องกับป้อมที่เป็น 5 แฉก จุคนได้ 500 คน มีทั้งร้านอาหารแลร้านของฝากอยู่ภายใน บนหอคอยชมวิวนี้เราสามารถชมภาพของเมืองจากมุมสูงได้ด้วย และหากวันไหนที่อากาศดี ๆ เราจะสามารถเห็นภูเขาฮาโกะดาเตะได้ด้วย บนหอคอยนี้จะมีรูปจำลองของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการรวมอำนาจจาก โชกุนกลับสู่จักรพรรดิให้ชมด้วย โดยแต่ละตู้จะมีหมายเลขอยู่ ก็ให้ดูตามหมายเลขของตู้ครับ และยังมีรูปปั้นบรอนส์ของ Toshizo Hijikata(โตชิโซะ ฮิจิคาตะ) คนออกแบบป้อมนี้ ซึ่งในสวนก็มีรูปปั้นของท่านเหมือนกัน คนญี่ปุ่นยกย่องว่าท่านเป็นคนที่มีความฉลาดและเก่ง ทำให้นักท่องเที่ยวก็มักจะเอามือลูบตามรูปป้ั้นท่าน เพราะเชื่อว่าจะฉลาดเหมือนกันท่านด้วย และอย่าลืมประทับตราหอคอยนี้ด้วยนะครับ









เดินทางสู่ Hakodate ประตูสู่ Hokkaido

เดินทางสู่ Hakodate ประตูสู่ Hokkaido


 15 กรกฎาคม 2556

วันนี้เริ่มเดินทางแต่เช้าเพราะต้องเดิน ทางกันนานกว่า 6 ชั่วโมง ผมเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซนสาย Hayabusa เจ้าเป็ดเขียว รถรุ่นใหม่ของตระกูลชินคันเซน ก่อนเดินทางด้วยชินคันเซนนั้น เราต้องทำการจองที่นั่งเสียก่อน ซึ่งผมได้จองมาแล้วตั้งแต่วันที่ 14

บัตร ผมเปิดใช้วันที่ 15 ดังนั้นวันที่ 14 จึงเดินทางด้วยเงินล้วน ๆ ออกจากบ้านประมาณ 8 โมง ขึ้นรถไฟชินคันเซนเที่ยว 9.36 น. ถึงชินอาโมริเวลาประมาณ 12.35 น. และต้องรีบขึ้นรถลิมิตเตดเอกเพรสเที่ยว 12.45 น.นั่นคือมีเวลาระหว่างเปลี่ยนรถ 10 นาที แต่เมื่อไปถึงพบว่าคนรอขึ้นกันเยอะพอสมควร แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือกลุ่มเด็กน้อย ที่คาดว่าน่าจะไปทัศนศึกษากัน เพราะเห็นมีคนคุมที่คล้ายอาจารย์คอยดูแลไม่ห่าง แต่ว่าเป้ที่เด็ก ๆ แบกกันนี่ซิมีขนาดใหญ่กว่าตัวมากเลย เทียบกับเด็ก ๆ บ้านเราที่ลากกระเป๋าไปเรียนกัน ไม่รู้ว่าใครเรียนหนักกว่ากันเลยเชียว วิวสองข้างทางทำให้ผมรู้สึกชื่นชมคนวางผังเมืองและระบบการควบคุมการจราจรของ ประเทศญี่ปุ่น
เพราะ แม้จะมีจำนวนประชากรมากแค่ไหนก็ไม่มีทีท่าว่ารถจะติด คงเป็นเพราะมีการกำหนดจำนวนรถที่อนุญาติให้เข้ามาในเมือง และมาตรการที่ว่า ถ้าจะมีรถต้องมีที่จอดรถและมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่จอดก่อนที่จะอนุญาติให้ ซื้อรถได้กระมัง เมื่อไปถึงชินอาโอโมริ สิ่งที่ผมไม่ลืมคือวิ่งไปถ่ายหน้ารถคันนี้ ซึ่งมีชาวญี่ปุ่นหลายคนก็วิ่งไปถ่ายแบบผมเหมือนกัน
เมื่อ ถ่ายเสร็จดูเวลาเหลืออีกไม่ถึง 5 นาที เลยต้องรีบวิ่งไปที่ลิฟท์ แล้วก็วิ่งขึันรถแบบทุลักทุเลนิด ๆ เพราะต้องลากกระเป๋าไปด้วย หุ ๆ ระหว่างเดินทางก็เต็มเป็นรอบเที่ยงพอดี ทั้งคันจึงเต็มไปด้วยข้าวกล่อง ระหว่างที่ทานก็เห็นแผนภาพอะไรซักอย่าง เมื่อลองดูพบว่าเป็นแผนภาพของอุโมงค์ที่เชื่อมระหว่างเกาะฮอนชูซึ่งก็คือ เกาะใหญ่
เกาะ ที่เป็นที่ตั้งของหลายภูมิภาคของญี่ปุ่น ได่้แก่โตโฮคุ, คันโต, ชูบุ, คันไซ และชุโงกุ กับเกาะฮอกไกโด โดยอุโมงค์นี้มีความยาว 54 กิโลเมตร ขุดไล่ระดับลึกลงไปจุดที่ต่ำสุดของอุโมงค์ลึก 240 เมตร เมื่อลองดูจะพบว่ารถจะลอดอุโมงค์นี้ตอนกี่โมง ไม่ว่าจะไปหรือกลับบอกหมดทุกอย่างเลย เมื่อลองดูพบว่าเป็นไปตามเวลาเลย ซึ่งจุดที่ลึกที่สุดก็มีสถานีด้วย เป็นเป็นสถานีที่ไม่มีผู้โดยสารขึ้น-ลง(แน่ล่ะ อยู่ใต้ทะเลนี่นา) แต่รถก็จอดคาดว่าน่าจะเอาไว้ให้เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงขึ้นลงนั่นเอง เมื่อลองสำรวจรถดูก็พบว่าที่ประตูรถก็มีรูปแกะกระจก ลองเปิดแผนที่ดูพบว่า เป็นภาพของจังหวัดอาโอโมริของเกาะฮอนชู ภูมิภาคโตโฮคุ กับจังหวัดฮาโกะดาเตะของเกาะฮอกไกโดนั่นอง เป็นการบอกว่ารถคันนี้วิ่งแค่ 2 จังหวัดนี้เท่านั้น เรื่องแค่นี้ก็นำมาใส่ในลงไปในรายละเอียดของการเดินทางของนักท่องเที่ยว เขาใส่ใจจริง ๆ ระหว่างทาง พบว่าเกาะฮอกไกโดนั้น มีความสมบูรณ์มาก
กว่า จะถึงฮาโกะดาเตะประมาณบ่าย 3 โมง ผมสามารถเก็บภาพถ่ายได้เยอะพอสมควร พอถึงฮาโกะดาเตะสิ่งแรกที่ทำคือหาโรงแรมที่จองไว้ และฝากกระเป๋าจากนั้นก็ไปชมเมือง โรงแรมที่ผมจองไว้อยู่หน้าสถานีนี่เอง เมื่อไปถึงก็ทำการเช็คอินและเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้อง พอเปิดประตูเข้าไปพบว่าห้องใหญ่มาก ห้องที่ผมจองนั้นเป็นแบบรอยัลรูม คอนโดไทป์ นอนได้ 3-4 คน ในห้องมีทั้งโต๊ะทานอาหาร ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำส่วนตัว ส่วนห้องอาบน้ำรวมนั้นมีให้ที่ชั้น 2 ชั้นลอบบี้ ผู้ชายใช้ได้ทั้งวัน ส่วนผู้หญิงมีรอบให้ตอน 3 ทุ่มแต่ควรจะถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ อาจจะมีการเปลี่ยนรอบเวลาได้ครับ หลังจากเก็บกระเป๋าแล้ว ผมไปรับแผนที่เมืองฮาโกะดาเตะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว(Tourist Information) ดูจากเวลาที่เหลือแล้ว จึงตกลงกันว่าเราจะไป ป้อมโกะเรียวคะคุ ป้อมดาว 5 แฉก โดยเราจะเดินทางกันไปด้วยรถรางประจำเมืองครับ สำหรับเส้นทางรถรางประจำเมืองนั้นดูไม่ยากครับ
เพราะปัจจุบันเหลือเพียง 2 สายคือสาย 2 กับสาย 5 ซึ่งทั้งคู่จะวิ่งในเส้นทางเดียวกันไปจนถือสถานี Jujigai(จุจิไง) ก็จะแยกกันไปคนละทาง

แผนการเดินทางท่องฮอกไกโด ตะวันตก

แผนการเดินทางท่องฮอกไกโด


14 กรกฏาคม 2556

ผมเริ่มต้น เดินทางจากกรุงเทพสู่ญี่ปุ่นในวันที่ 14 กรกฏาคม 2556 ลงที่สนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ที่จริงการเดินทางสู่ฮอกไกโด เราสามารถเดินทางลงที่สนามบินชิโตเซะ เมืองซัปโปโรได้เลย แต่ตั๋วที่ผมซื้อเป็นตั๋วชนิดโปรโมชั่น จึงไม่ได้ลงที่ซัปโปโร กรุงโตเกียวมีสนามบินนานาชาติ 2 สนามบินคือ ฮาเนดะและนาริตะ โดยสนามบินฮาเนดะนั้นอยู่ใกล้โตเกียวมากกว่า แต่เพราะเป็นตั่วโปรโมชั่นที่ให้ลงที่นาริตะผมจึงต้องลงที่นาริตะ จึงเมื่อไปถึงสิ่งที่ผมทำคือแลกใบจอง JR PASS
ผม ขอเรียกอย่างนี้ เพราะเมื่อเราไปซื้อบัตร JR PASS สิ่งที่เราได้ไม่ใช่ตั๋ว แต่เป็นใบแทน ซึ่งเราต้องนำไปแลกที่เคาต์เตอร์ JR ในสถานีรถไฟ JR หรือที่สนามบิน โดยเรายังไม่ต้องระบุวันที่เริ่มใช้ก็ได้ ถ้าจะเริ่มใช้วันไหนก็นำไปให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟ JR ประทับตราระบุวันเริ่มใช้งาน แต่ต้องจำไว้ว่าบัตร JR PASS นี้เป็นชนิดต้องใช้ติดต่อกันตามจำนวนวันที่ซื้อมา เช่นซื้อชนิด 7 วัน ก็ใช้ได้ 7 วันติดต่อกันนับจากวันที่เริ่มใช้ ไม่สามารถใช้ข้ามวันได้นะครับ โดยบัตรแทนที่ผมได้มาตอนซื้อคือใบเล็ก ๆ ที่คล้าย ๆ ตั๋วเครื่องบิน และบัตร JR PASS ที่แลกมาคือใบด้านบนที่เป็นสีเทา ๆ ครับ ครั้งนี้ผมได้ที่่พักบ้านเพื่อนพี่สาว ที่เมืองโยโกฮามะ โดยแผนการเดินทางมีดังนี้

15 กรกฎาคม 2556      เดินทางสู่ฮาโกะดาเตะ ประตูสู่ฮอกไกโด
16 กรกฎาคม 2556      เก็บตกฮาโกะดาเตะ เดินทางสู่ซัปโปโร
                                  เมืองหลวงแห่งแดนเหนือ
17-19 กรกฎาคม 2556 เดินทางท่องฟุราโนะ เมืองแห่งทุ่งดอกไม้
20 กรกฎาคม 2556      เดินทางสู่คามิกาวะ กลับมาเก็บตก
                                  ซัปโปโร
21 กรกฎาคม 2556      เก็บตกซัปโปโร เดินทางสู่โอตารุ เมืองแห่ง
                                  เสียงเพลงโรแมนติก
22 กรกฎาคม 2556      เดินทางกลับฮาโกะดาเตะ
23 กรกฎาคม 2556      เก็บตกฮาโกะดาเตะ เดินทางสู่เซ็นได
                                  เมืองแห่งต้นไม้
24 กรกฎาคม 2556      เดินทางสู่มัตซึชิมะ เมืองสามร้อยเกาะ 
                                  เดินทางกลับโยโกฮามะ
25 กรกฎาคม 2556      เดินทางซื้อของฝากที่ตึกม่วง กรุงโตเกียว
26 กรกฎาคม 2556      เดินทางสู่โยโกฮามะ ฮักเคจิมะ ซีพาราไดซ์
                                  ชมฉลามวาฬ
27 กรกฎาคม 2556      เดินซื้อของฝากวันสุดท้าย
28 กรกฎาคม 2556      เดินทางกลับเมืองไทย

การเดินทางจากโตเกียวไปซัปโปโรนั้น เราสามารถไปได้ 3 ทาง คือ
1. ทางอากาศ โดยใช้สายการบินภายในประเทศลงที่ชิโตเซะ เมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

2. ทางบก สามารถเดินทางได้ 2 วิธีคือ รถยนต์และรถไฟ การเดิน
ทาง โดยรถไฟนั้น สามารถเดินทางด้วยชินคันเซนไปลงชินอาโอโมริ จากนั้นโดยการรถไฟลิมิตเตดเอกซ์เพรสจากชินอาโอโมริลงที่ฮาโกะดาเตะ และเดินทางด้วยรถไฟลิมิตเตดเอกซ์เพรสจากฮาโกะดาเตะลงที่ซัปโปโร วิธีการนี้หากนับเวลารวมถึงซัปโปโร จะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง คือ
    - โตเกียวถึงชินอาโอโมริใช้เวลา 4 ชั่วโมง
    - ชินอาโอโมริถึงฮาโกะดาเตะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
    - ฮาโกะดาเตะถึงซัปโปโรใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

    รถไฟลิมิตเตดเอกซ์เพรสที่วิ่งจากโอซากะ/อุเอโนะสิ้นสุดที่

    ซัปโปโร โดยขบวนนี้เป็นรถนอน ผู้ถือบัตร JR นั้น ถ้าต้องการเดิน
    ทางในรถขบวนนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
    - รถออกจากโอซากะเวลาประมาณ 11.50 น.จะถึงซัปโปโรเวลา
      ประมาณ 9.52 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยไม่จอดที่ฮาโกะดาเตะ และ
      กลับจากซัปโปโรเวลา 14.05 น. ถึงโอซากะเวลาประมาณ
      12.53 น. รถมีเพียงขบวนเดียวต่อวัน
    - รถออกจากอุเอโนะของโตเกียวเวลาประมาณ 16.20 และ 
      19.03 น. ถึงซัปโปโรเวลาประมาณ 9.32 และ 11.15 น. 
      ของวันรุ่งขึ้น กลับจากซัปโปโรเวลาประมาณ 16.12 และ 
      17.12 น. ถึงอุเอโนะเวลาประมาณ 9.25 และ 9.38 น. 
      ของวันรุ่งขึ้น โดยขบวนนี้จอดที่ฮาโกะดาเตะ และมีเพียง 2
      ขบวนต่อวัน

    รถไฟลิมิตเต็ดเอ็กเพรสจากอาโอโมริถึงซัปโปโรไนท์เทรน ออก

    จากอาโอโมริเวลา 22.42 น. ถึงซัปโปโรเวลา 6.07 น. ออกจาก
    ซัปโปโรเวลา 22.00 ถึงอาโอโมริเวลา 5.39 น. ขบวนนี้มีเที่ยว
    เดียวต่อวัน ถ้าต้องการเดินทางต่อไปยังโตเกียวต้องเดินมาสถานี
    ชินอาโอโมริ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที หรือรอรถไฟ
    ขบวน Ou Line(โออุไลน์) เวลา 6.00 น. ไปสถานีชินอาโอโมริ
    เพื่อโดยสารชินคันเซ็นต่อไป
    * เวลาที่ผมนำมาเสนอนี้ อ้างอิงจากตารางเดินรถปี 2013 ครับ


3. ทางน้ำ เดินทางด้วยเรือออกจาก Ueno กรุงโตเกียว วิธีนี้ใช้เวลานานหน่อย คือใช้เวลา 1 คืน ออกจาก Ueno เวลา 10 นาฬิกา ถึงฮาโกะดาเตะเวลา 6 นาฬิกาของอีกวันหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางโดยรถไฟอีกครั้งหนึ่ง และยังมีอีกหลายแห่งในหลาย ๆ เมืองที่มีการเดินทางทางน้ำสู่ฮอกไกโด

เมื่อ มาคิดดูแล้วผมไปกับที่บ้านมีพ่อกับแม่ไปด้วย วิธีการที่ 1 การจะวิ่งขึ้นลงชานชลาและเดินให้ถึงเครื่องบินอาจจะต้องรีบจึงตัดทิ้งไป วิธีการที่ 3 ก็ช้าเกินไป จึงตัดทิ้ง แต่วิธีการนี้ชาวญี่ปุ่นที่เป็นวัยรุ่นก็นิยมกันพอสมควร ผมจึงเลือกวิธีที่ 2 เพราะนั่งรถไฟไปถึงที่ชินอาโอโมริ จะไปฮาโกะดาเตะก็ลงลิฟท์ไปรอที่ชานชลาไม่ลำบากอะไรมากสำหรับท่าน และท่านก็เลือกวิธีนี้เองด้วย จึงสบายใจ เมื่อคำนวนเวลาดู ก็เห็นว่าควรจะแวะพักและชมเมืองฮาโกะดาเตะซักนิดก่อนก็ดีเหมือนกัน

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Dotonbori-Dori(Osaka,Japan)

 Dotonbori-Dori(ถนนโดทงโบริ)

ถนนโดทงโบรินี้เป็นย่านการค้า บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า สถานีที่ไปลงคือสถานี Shinsaibashi ออกมาจากสถานีจะพบกับประตูห้างต่าง ๆ แนะนำให้เข้าไปดูครับ เมื่อออกจากห้างเดินไปอีกหน่อย จะพบกับถนนนช็อปปิ้งที่ชื่อว่า Shinsaibashi(ชินไซบาชิ) ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่นมาเที่ยวมาช็อปปิ้งกันหลังเลิกเรียนหรือเลิกงานกันเยอะแยะพอสมควร ทั้ง 2 ข้างทางจะเต็มไปด้วยของฝาก ของหวาน เสื้อผ้า และของจุกจิกเต็มไปหมด สำหรับเป้าหมายของที่นี่คือมาทานปูที่ว่ากันว่า ถ้ามาโอซากะแล้วไม่มาทานถือว่ามาไม่ถึง และไปชมมิสเตอร์กูลิโกะ และแน่นอนว่าที่ไหนมีแหล่งช็อปปิ้ง ที่นั่นต้องมีนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย เราจะได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้าง เมื่อมาถึงช่วงกลางของชินไซบาชิจะเป็นลานกว้างข้ามแม่น้ำ จุดนี้เองจะมองเห็นป้ายมิสเตอร์กุลิโกะ ชาวญี่ปุ่นจะใช้จุดนี้เป็นจุดนัดพบ ถามว่าเจอกันที่ไหนดี เจอกันที่มิสเตอร์กูลิโกะนะ เหมือนคนไทยไปสยามเจอกันที่ไหน เมื่อก่อนก็ต้องบอกว่าเจอกันที่น้ำพุนะ แต่ปัจจุบันผมไม่ทราบเพราะนาน ๆ จะไปซักที สำหรับมิสเตอร์กูลิโกะนั้น ในครั้งแรกนั้นทางกูลิโกะเพียงแค่นำมาติดเพื่อโฆษณาสินค้าเท่านั้น แต่ต่อมากลายเป็นจุดที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกัน จึงได้ปล่อยไว้อย่างนี้เรื่อยมา(ถ้าเป็นพี่ไทยคงเก็บกลับไม่ว่าจะเป็นยังไง ก็ตามไปแล้วล่ะ) จนถึงจุดที่เห็นมิสเตอร์กูลิโกะ ผมเลยทำท่ามิสเตอร์กูลิโกะบ้าง คนหันมาดูกันใหญ่เลย บอกตรง ๆ ว่าอายพอดูนะ แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคนทำตามกันเต็มเลย(แบบนี้เขาเรียกว่าผู้นำแฟชั่นหรือเปล่าเนี่ย) ถัดไปทางซ้ายก็เจอกับร้านปูยัก สัญลักษณ์คือปูตัวใหญ่ที่ขยับได้นี่ล่ะ ใช่เลย แต่ว่าเมนูเขาคิดเป็นต่อคนต่อชุด ผมเลยลองถามดูว่าถ้าจะทานกัน 4 คน 1 ชุดเนี่ยเขาจะขายไหม เขาก็บอกว่าขายครับขาย ก็เลยตกลงว่าลองทานเลยนะ ซึ่งบางร้านไม่ขายนะ เขากำหนดว่าต้องต่อคนต่อชุด หากหลายคนต่อชุดก็ไม่ขายอะไรทำนองนั้น ถามว่าทำไมต้อง 4 คนต่อชุด เพราะราคานั้นค่อนข้างจะแพง โดยร้านในย่านนี้จะต้องมีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างน้อยร้านละ 1 คน ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาในการสั่งอาหารเท่าไหร่ ในระหว่างนั้นก็มีการยกอาหารมาทีละอย่าง ผมก็รอจนกว่าจะครบค่อยถ่ายทีเดียว แต่พนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้เดินมาบอกว่าให้รีบทาน เพราะถ้ามันเย็นแล้วจะไม่อร่อย จึงต้องทาน แล้วอะไรมาเสริมก็ค่อยถ่ายเพิ่มเอา ซึ่งอาหารมีทั้งต้ม ย่าง นึ่ง และกึ่งสุก ที่ไม่มีดิบ เพราะเนื้อปูมีลักษณะเหลว ไม่สามารถทานแบบดิบได้ จึงต้องนำไปทำให้กึ่งสุกก่อนค่อยรับประทาน อาหารทยอยมาเรื่อย ๆ แต่ผมชอบอยู่อย่างหนึ่งคือเขาจะนำเอาหินมาย่างให้ร้อนบนเตากระเบื้องแทน กระทะ แล้วนำปูขึ้นไปปิ้งบนหินนั้น และปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว ซึ่งไอศกรีมชาเขียวนี้ไม่เหมือนที่อื่นตรงที่เขาจะนำเอาไอศกรีมกะทิใส่ถ้วย มา แล้วชงชาเขียวมาราด โอ้ว! แปลกใหม่ดีแท้ ไอศครีมกับชาเขียว รวมกันเป็นไอศครีมชาวเขียวจริง ๆ ด้วย ห้ามเถียงด้วยนะ เพราะมันคือไอศครีม+ชาเขียว เล่นง่ายเนอะ หลังจากนั้นก็คิดเงินแล้วก็กลับออกมาถ่ายภาพปูไว้ด้วย พ่อบอกว่าบ้านเราเรียกว่าปูขน เพราะตามตัวปูจะมีขนขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อถ่ายมาดูก็เป็นปูขนจริง ๆ ด้วย หลังจากนั้นก็ไปห้างไดมารู ให้พ่อกับแม่หาซื้อของฝากเพื่อนแม่แล้วก็กลับ แนะนำว่าหากซื้อพวกขนมเค้กหรือมันจู เรียกว่าขนมแป้งนิ่มแล้วกันนะ ให้ดูวันหมดอายุดี ๆ ด้วย เพราะขนมพวกนี้จะทำมาให้อยู่ได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้น กลับมาถึงเมืองไทยต้องรีบนำไปให้ด้วยนะ ไม่งั้นเสียขึ้นมาเสียดายของนา จากนั้นก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้ที่โรงแรมแล้วก็เดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับเมืองไทยในเวลาเที่ยงคืนของวันนั้นเลย ค่าตั๋วจากที่พักไปสนามบินประมาณ 1030 เยน เมื่อไปถึงก็เก็บภาพก่อนกลับกับสนามบินบางส่วน พอกลับถึงเมืองไทยเลยแกะขนมที่ซื้อมาทานและเก็บภาพมาให้ดูด้วย จบการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นเพียงเท่านี้ครับ