วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วัด Kiyomisu Dera(Kiyomisu Dera Temple,Kyoto)

ด Kiyomisu Dera(วัดคิโยมิซึ)
วัดคิโยมิซึนี้มีชื่อแปลเป็นไทยว่าวัดน้ำใส มีหลายคนเข้าใจว่าวัดนี้คือวัดอังคะคุจิของอิคคิวซัง แต่จริง ๆ แล้วไมใช่
วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 788 (สมัยนาระ ประมาณปี พ.ศ.1321) วัดนี้จุดเด่นอยู่ตรงที่มีระเบียงพุ่งออกไปสำหรับดูดอกซากุระ หลังจากซื้อบัตรมาแล้วก็เข้าไปกันเลย ถ้า ดูให้ดีจะเห็นว่าบัตรของที่นี่จะมีบอกด้วยว่าเข้ามาตอนฤดูอะไร อย่างอันนี้เขียนว่า spring แปลว่าเราเข้ามาชมในฤดูใบไม้ผลิ แต่ก่อนเข้าต้องล้างมือกันก่อน จะมีทางแยกซ้ายให้คนที่ต้องการจะเข้าชมภายใน แต่ต้องเสียเงินนะ เลยไม่เข้าดีกว่า เมื่อเดินไปถึงด้านในแล้วจะพบเทพแห่งโชคลาภ หนี่งในแปดเทพแห่งความสุขของญี่ปุ่นตั้งอยู่ เลยไหว้ซะหน่อย เผื่อจะโชคดีกับเขาบ้าง เลยมาทางปีกซ้ายจะเป็นระเบียงที่บอก มีคนมายื่นถ่ายรูปกันเยอะมาก เล่นเอาผมเสียวว่าจะหักไหมเนี่ย เก็บภาพที่ถ่ายจากระเบียงมาให้ชมกัน เลยเข้ามาด้านในจะมีทางฉีกซ้ายให้ขึ้นไปด้านบน เลยขึ้นไปกับพี่สาว พบว่าด้านบนเป็นศาลเจ้าแห่งความรักอีกแห่งหนึ่ง โดยจะมีหิน 2 ก้อนอยู่กันคนละฝาก เขาให้คนที่ต้องการเสี่ยงทายหลับตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่ง ถ้า สามารถเดินไปแตะได้ก็แสดงว่าความรักจะเป็นไปด้วยดี แต่ก็มีคนหัวใส(จะเรียกว่าทุกคนเลยก็ได้นะ) มากับเพื่อนหรือคนรัก โดยที่ตัวเองหลับตาแล้วให้เพื่อนหรือคนรักจับมือคอยบอกทางไปหินอีกก้อนหนึ่ง เมื่อไปถึงก็บอกว่าถึงเล้วนะ จะปล่อยแล้วนะ พอปล่อยเขาก็จะก้มลงไปแตะหินก้อนนั้น พอลืมตาขึ้นเห็นว่าตัวเองแตะหินได้ก็ดีใจใหญ่เลย ดูแล้วไม่โกงเลยเนอะ เดินลงไปตามทางต่ออีกนิดจะมีศาลเจ้าหลังหนึ่งมีพระพุทธรูปหินหรือที่ญี่ปุ่น เขาเรียกว่า “จิโซ” เป็นพระพุทธรูปหินองค์เล็ก ในการ์ตูนมักจะเห็นอยู่ตามทางนั่นแหล่ะเต็มเลย มาผ่านเลยไปอีกหน่อยจะมีศาลาพระพุทธรูปไหว้ซะ และด้านหลังจะมีระเบียงยื่นออกไปเหมือนกับระเบียงที่แล้ว ให้ชมซากุระอีกเช่นกัน แต่ซากุระที่นี่ยังไม่บานเลยไม่ได้เห็นเสียดายเนอะ แล้วก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กให้คนมาลูบเพื่อให้เกิดศิริมงคล จะ เห็นได้ว่าด้านหน้านั้นเงาวับเลยเชียว แต่ผมไม่ขอลูบแล้วกัน ตามทางมาเรื่อย ๆ จะมีทางเดินลง ด้านซ้ายมือเห็นเห็นเขาแล้วมีไม้ขัดเป็นล็อค ๆ คล้ายขั้นบันได้ คาดว่าถ้าซากุระบาน ที่นี่คงจะเต็มไปด้วยคนที่มาฮานามิกันแน่ ๆ พอลงมาถึงด้านล่าง ผม ตรงไปยังจุดที่นักท่องเที่ยวต่างมาแล้วต้องไปคือทางน้ำ 3 สาย ว่ากันว่าเป็นน้ำที่ไหลมาจากยอดเขาลงมาเป็น 3 สายแต่ละสายมีความหมายดังนี้
น้ำสายที่ 1 ถ้าใครได้ดื่มจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา
น้ำสายที่ 2 จะสมหวังในความรัก
น้ำสายที่ 3 จะมีสุขภาพแข็งแรง
แต่ระหว่างทางจะเจอกับร้านน้ำชาที่จัดรูปแบบโบราณคือมีโต๊ะนั่งพื้น
อาหาร ไม่มี มีแต่ชากับขนมอย่างถั่วแดงต้ม โมจิถั่วแดงอะไรทำนองนั้น อ้อ! ลืมบอกไปว่าขนมพื้นบ้านของญี่ปุ่นจะมีอยู่ 2 อย่างคือแป้งห่อถั่ว กับถั่วห่อแป้ง หมายความว่าขนมพื้นบ้านของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นอะไรจะต้องเอาแป้งไปห่อถัว หรือไม่ก็เอาถั่วไปห่อแป้ง ถ้านอกเหนือจากนี้ก็ไม่ใช่ขนมพื้นบ้านญี่ปุ่น แต่เป็นขนมที่คิดขึ้นมาใหม่ครับ ผมก็ไปเข้าแถวรอน้ำกะเขาด้วย แต่ตรงทางขึ้นจะมีซุ้มขายขันศักสิทธิ์(เอากะเขาดิ) ใคร จะซื้อหรือไม่ก็ได้ ราคาจำไม่ได้ มีสีเงินกับสีทอง เลยซื้อมาอันนึง ถ้าใครไม่ซื้อก็จะมีกระบวยอาบรังสียูวีฆ่าเชื้อให้ด้านบน คือจะมีกระบวยอยู่ในตู้ ซึ่งตู้นั้นก็จะมีการฉายรังสียูวีให้ตลอดเวลา ไมรู้ว่าจะฆ่าเชื้อใจในกระบวยหรือจะฆ่าเชื้อของคนที่ใช้ก่อนหน้าเนอะ แต่ถ้าใครซื้อขันก็จะมีกระบวยอีกแบบให้ใส่ขันแล้วก็เอาไปรอมาดื่มหรือล้างหน้ามือแขนเพื่อเป็นศิริมงคลล่ะ เสร็จก็ประมาณบ่าย 3 โมงได้ ต้องไปต่ออีกที่หนึ่ง แต่ตอนกลับเจอกับเหล่าแม่นางกิโมโนเลยเสียเวลานิดหน่อย มีอาจารย์พานักเรียนมาทัศนะศึกษาด้วยล่ะ ตรงทางออกก็เจอกับบรรดาสาวไมโกะ ถ้า สังเกตุดี ๆ จะเห็นว่าการผูกกิโมโนของผู้หญิงทั่วไปกับไมโกะนั้นจะต่างกัน ตรงที่ผู้หญิงทั่วไปจะผูกแบบปกติ แต่ไมโกะจะผูกแบบเต็มยศ และต่างกันตรงที่การผูกโอบิหรือผ้าคาดเอวครับ การมาเที่ยวครั้งนี้ได้เห็นครบเลย ขากลับต้องผ่านถนนเส้นที่เดินขึ้นมาเมื่อเช้าเพื่อไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ จึงได้แวะช็อปปิ้งบ้าง อย่างเช่นขาเขียวที่รสชาติเขียวมาก คน ญี่ปุ่นเขากินกันเข้มข้น เป็นชาใสแบบโออิชิหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ขายในบ้านเราก็มี แต่เขาก็นิยมไม่ใส่น้ำตาลอยู่ดี ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่ไม่ชอบชา แนะนำให้เลี่ยงครับ เมื่อลงไปถึงก็รอรถเมล์ไปทีต่อไปคือ The path of philosophy

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น