วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สะพาน Kintai (Kintai Kyo,Hiroshima,Japan)

Kintai Kyo(สะพาน Kintai)
Kintai Kyo(คินไตเคียว) หรือสะพาน Kintai นี้
เป็นสะพานที่สร้างให้มีลักษณะเป็นช่วง 5 ช่วง เป็นสะพานไม้ ตอนสร้างครั้งแรกไม่ความสูงไม่มากนัก ต่อมาได้พังเสียหายจากการถูกน้ำท่วม จึงได้มีการสร้างใหม่ให้สูงกว่าเดิมและแข็งแรงกว่าเดิม แต่ก็ถูกพายุพัดถล่มเสียหายอีก ครั้งนี้จึงสร้างให้แข็งแรงกว่าเดิม ตอนไปถึงเป็นเวลาเย็นมาประมาณ 5 โมงเย็น เป็นเวลาที่ห้องขายตั๋วปิดแล้วเลยได้ข้ามสะพานฟรี แต่ก็เสียดายที่ไม่ได้บัตรมาให้ดูกัน ตัวขั้นของสะพานจะมีความสูงไม่มักนัก เพราะเวลาที่ผู้หญิงใส่กิโมโนจะไม่สามารถยกขาขึ้นสูงได้ จึงมีขั้นเตี้ย ๆ สภาพอากาศเย็นพอดูเลย บรรยากาศดีมาก ๆ น่าไปอยู่นะเมืองนี้ ไม่วุ่นวายเหมือนเกียวโต เก็บภาพมาจนสุดสะพานอีกด้านหนึ่งสายตาก็กวาดไปพบกับสิ่งหนึ่ง โอ้ว! สวรรค์ไม่ทอดทิ้งเรา ได้ประทานบัตรเด็กที่มีคนทำตกไว้ให้เราได้เก็บภาพมาฝากด้วย ที่บอกว่าเป็นตั๋วเด็ก เพราะมีราคา 150 เยน ตั๋วผู้ใหญ่ 300 เยน ที่นี่เจอคนไทยพอสมควร แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่กลับด้วยกัน เพราะพักอยู่ฝั่งตรงข้ามกันเลยในโอซาก้าคือเราพักที่โรงแรม Chuo (ชูโอะ) คนกลุ่มนี้พักที่ Raizan (ไรซัน) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรม แต่ตอนกลับไปเจอกันที่ป้ายรถเมล์ ก็เดินเล่นซักพักไปเจอกับซุ้มขายอาหารฉลองงานฮานามิ เดินซักพักก็กลับเวลาตอนนั้นน่าจะประมาณ 6 โมงเศษ ๆ จุดหมายในตอนแรกกะว่าจะกลับโอซาก้าเลย แต่ต่อมาพี่สาวเราคิดได้ว่าที่ฮิโรชิมามี Okonomiyaki (โอโคโนมิยากิหรือพิซซ่าญี่ปุ่น) อันเลื่องชื่อของที่นี่เลย จึงมุ่งไปที่สถานีรถไฟชินคันเซ็นของเมืองนี้(จำชื่อสถานีไม่ได้)ไปที่สถานี ฮิโรชิมะ เพื่อไปทานโอโคโนมิยากิ(อุ ๆ กินอีกแว้ว) แน่นอนว่าต้องไปกับกรุ๊ปคนไทยกรุ๊ปนั้นด้วย เมื่อไปถึงสถานีฮิโรชิมะ ซึ่งที่ไปทานโอโคโนมิยากินี้อยู่ใกล้กับสถานีเลย เป็นคล้ายอาคารสำนักงาน อยู่ชั้นบนสุด ขึ้นไปจะพบกับร้านขายโอโคโนมิยากิดั้งเต็มเลย เมื่อกรุ๊ปคนไทยที่ไปด้วยกันเห็นก็บอกว่าขอแยกไปทานะ เพราะเขาเพิ่งทานมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ขอไปหาอะไรทานแถวนี้แล้วกัน แล้วก็นัดกันว่าเจอกันที่สถานีตอนกี่โมง การทำโอโคโนมียากิที่นี่จะต่างจากที่อื่น เพราะเขาจะเอาผักกาด(ถ้าผิดก็ขอโทษด้วยนะ)มากองนึง สูง ๆ ลงไปผัดบนกระทะร้อนด้านหน้า แล้วก็เอาเนื้อมาวาง ผัดผักไปจนกระทั่งเห็นว่าผักเริ่มนิ่มได้ที่แล้วเขาก็จะกดผักลงให้แบน ๆ แล้วก็เอาเนื้อที่ทอดไว้บนเตาวางทับอีกที เอาแผ่นแป้งโป๊ะ ทำจนเสร็จขั้นตอน แล้วเขาก็จะยกจากตรงที่ผัดมาวางตรงหน้าเรา ทึ่งมาเลย เพราะโอโคโนมิยากิอันเบ้อเริ่ม ยกมาได้ด้วยเกรียงผัดแต่ 2 อัน คนญี่ปุ่นกินกันคนละอัน แต่คนไทยเรา 2 คนอันนึงครับ สำหรับวิธีในการทาน จะทานโดยมีซอสราดให้ตรงหน้า ซอสจะมีรสชาติที่ค่อนข้างเค็ม คนญี่ปุ่นจะทานคู่กับเบียร์หรือชาเขียว อิ่มมาก ๆ เลย เสร็จแล้วก็ลงมาด้านล่ะ ขณะที่กำลังเดินไปที่สถานีก็ไปเจอกับกรุ๊ปคนไทยเมื่อกี้ แล้วก็ไปสถานีด้วยกัน แต่แล้วก็ไปสะดุดป้ายหน้าร้านกาแฟเข้า เขาเข้าใจคิดดีนะ ป้ายบอกว่า ลอนดอน 9952 กิโล นิวยอร์ค 10,779 กิโล ซิดนีย์ 7774 กิโล ร้านกาแฟ 3 เมตร หลังจากถ่ายเสร็จก็เข้าไปในสถานี เก็บภาพตัวเองกับรถไฟชินคันเซ็นด้วย มีหลายแบบนะ แต่ความเร็วก็จะอยู่ที่ประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าจะให้คำนวณง่าย ๆ ก็จากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง แล้วยังมีระบบการวิ่งอีก 3 แบบ คือ

วิ่งแบบ Nozomi(โนโซมิ) การวิ่งแบบนี้จะจอดเพียงบางสถานีเท่านั้น คือจอดแค่สถานีใหญ่ ๆ นั่นเอง วิ่งในระยะทางเท่ากันคือ จากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ จะใช้เวลาที่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง เพราะจอดแค่บางสถานี ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม

วิ่งแบบ Hikari(ฮิการิ) การวิ่งแบบนี้จะจอดสถานีที่มากกว่า Nozomi วิ่งในระยะทางที่เท่ากันคือ จากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

วิ่งแบบ Kodama(โคดามะ) การวิ่งแบบนี้จะจอดในสถานีที่มากกว่าทั้ง 2 แบบข้างต้น เรียกว่าจอดแทบทุกสถานีเลยทีเดียว ถ้าวิ่งในระยะทางที่เท่ากันจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ อาจจะใช้เวลาถึง 5 หรือ 6 ชั่วโมงแล้วแต่จำนวนสถานีที่จอด ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม

อย่างไรก็แล้วแต่รถไฟชินคันเซ็น แต่ละแบบ แต่ละขบวนก็จอดในสถานีที่อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันบ้าง ต้องเช็คดูให้ดี เพราะบางครั้งเราใช้บัตร JR Pass ถ้าต้องไปที่หมายซักแห่งหนึ่ง อาจจะต้องไปกับ Hikari แล้วต่อด้วย Kodama ก็ได้ การเช็คเวลาของรถไฟแต่ละขบวนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยตารางรถไฟทางเจ้าหน้าที่จะให้เรามาตอนที่เราบัตรจอง JR Pass ที่ซื้อไปจากเมืองไทยไปแลกที่โน่น แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าคำนวณดูแล้ว่าการเดินทางของเรานั้นจำเป็นต้องใช้บัตร JR Pass แบบรายสัปดาห์หรือ 7 วัน ก็ต้องซื้อบัตรจองไปจากเมืองไทย เพราะไม่มีจำหน่ายในราชอาณาจักรญี่ปุ่น สำหรับในเมืองไทยซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายตั๋วโดยสาร(Agent)หรือที่ เอเอ็นเอ ชั้น 2 อาคารซีพีทาวเวอร์(ต้องเดินทางด้วยสายการบินเอเอ็นเอเท่านั้นจึงจะซื้อที่ นี่ได้ โดยต้องนำตั๋วเครื่องบินที่ระบุว่าเป็นเอเอ็นเอไปแสดง เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย. 52 เป็นต้นไป) การเดินทางวันนี้ก็จบลงตรงนี้ล่ะ หลังจากนั้นก็กลับไปโดดตูมและหลับใหล ที่โรงแรมต่อวันพรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์ไปนอนที่เมืองอื่นต่อ ต้องเก็บข้าวของด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น