Kintai Kyo(คินไตเคียว) หรือสะพาน Kintai นี้
วิ่งแบบ Nozomi(โนโซมิ) การวิ่งแบบนี้จะจอดเพียงบางสถานีเท่านั้น คือจอดแค่สถานีใหญ่ ๆ นั่นเอง วิ่งในระยะทางเท่ากันคือ จากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ จะใช้เวลาที่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง เพราะจอดแค่บางสถานี ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม
วิ่งแบบ Hikari(ฮิการิ) การวิ่งแบบนี้จะจอดสถานีที่มากกว่า Nozomi วิ่งในระยะทางที่เท่ากันคือ จากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม
วิ่งแบบ Kodama(โคดามะ) การวิ่งแบบนี้จะจอดในสถานีที่มากกว่าทั้ง 2 แบบข้างต้น เรียกว่าจอดแทบทุกสถานีเลยทีเดียว ถ้าวิ่งในระยะทางที่เท่ากันจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ อาจจะใช้เวลาถึง 5 หรือ 6 ชั่วโมงแล้วแต่จำนวนสถานีที่จอด ผู้ถือบัตร JR Pass สามารถขึ้นได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม
อย่างไรก็แล้วแต่รถไฟชินคันเซ็น แต่ละแบบ แต่ละขบวนก็จอดในสถานีที่อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันบ้าง ต้องเช็คดูให้ดี เพราะบางครั้งเราใช้บัตร JR Pass ถ้าต้องไปที่หมายซักแห่งหนึ่ง อาจจะต้องไปกับ Hikari แล้วต่อด้วย Kodama ก็ได้ การเช็คเวลาของรถไฟแต่ละขบวนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยตารางรถไฟทางเจ้าหน้าที่จะให้เรามาตอนที่เราบัตรจอง JR Pass ที่ซื้อไปจากเมืองไทยไปแลกที่โน่น แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าคำนวณดูแล้ว่าการเดินทางของเรานั้นจำเป็นต้องใช้บัตร JR Pass แบบรายสัปดาห์หรือ 7 วัน ก็ต้องซื้อบัตรจองไปจากเมืองไทย เพราะไม่มีจำหน่ายในราชอาณาจักรญี่ปุ่น สำหรับในเมืองไทยซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายตั๋วโดยสาร(Agent)หรือที่ เอเอ็นเอ ชั้น 2 อาคารซีพีทาวเวอร์(ต้องเดินทางด้วยสายการบินเอเอ็นเอเท่านั้นจึงจะซื้อที่ นี่ได้ โดยต้องนำตั๋วเครื่องบินที่ระบุว่าเป็นเอเอ็นเอไปแสดง เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย. 52 เป็นต้นไป) การเดินทางวันนี้ก็จบลงตรงนี้ล่ะ หลังจากนั้นก็กลับไปโดดตูมและหลับใหล ที่โรงแรมต่อวันพรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์ไปนอนที่เมืองอื่นต่อ ต้องเก็บข้าวของด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น