Japan Trip ท่องแดนพระอาทิตย์
การเดินทางมักนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้เราเสมอ
วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557
เดินทางสู่คาวากุชิโกะ ทะเลสาปแห่งฟูจิ
เดินทางสู่คาวากุชิโกะ ทะเลสาปแห่งฟูจิ
กลับจากชิราคาวะโกะตอนประมาณเที่ยง
ต้องไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรมก่อน
จากนั้นก็เข้าร้านสะดวกซื้อ(อยู่ได้เพราะมันนี่ล่ะ)
ซื้อเบนโตะไปทานบนรถไฟ
การไปคาวะกุชิโกะนั้น เราจะต้องนั่งรถกลับไปที่นาโงยะประมาณ 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม
จากนั้นก็นั่งรถไฟจากนาโงยะไป Mishima(มิชิมะ) ใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง แต่การนั่งครั้งนี้ถ้าหากโชคดีได้ที่ริมหน้าต่าง
จะเห็นฟูจิด้วยนะ แต่ที่นั่งริมหน้าต่างมักจะถูกจองเต็มตั้งแต่สถานีแรก ๆ แล้ว เลยต้องอาศัยชะโงกเอา
พอเห็นฟูจิก็บอกกับที่บ้านว่าเห็นฟูจิแล้ว จากนั้นก็วิ่งกันไปดูฟูจิที่ริมหน้าต่างประตู
อาจจะดูเหมือนกะเหรี่ยง แต่คนญี่ปุ่นที่นิยมถ่ายภาพก็ตื่นเต้นวิ่งไปถ่ายด้วย เขาไม่รู้หรอกว่าผมพูดว่าอะไร แต่จับได้ว่าฟูจิ เขาก็รู้แล้วล่ะว่าเห็นฟูจิแล้ว แล้วก็วิ่งตามมา เมื่อไปถึงมิชิมะแล้วยังไม่ถึงในทันที
ต้องนั่งรถเมล์ Fujikyu bus(สายฟูจิกิว) ต่อเข้าไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงจากสถานีมิชิมะไปสถานีคาวากุชิโกะ
รถเที่ยวสุดท้ายจากมิชิมะไปคาวากุชิโกะออกตอน 1 ทุ่ม 5 นาที ก่อนไปต้องเช็คเวลากับทางโรงแรมที่จะพักอีกทีนะ เพราะเวลารถเมล์จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วย
แต่ถ้าใครมาจากโตเกียวก็มีรถบัสแบบไฮเวย์บัส วิ่งจากชินจูกุไปคาวากุชิโกะได้เลย แต่ก็ควรจะเช็คเวลาออกและเวลาถึงด้วย สำหรับสถานที่ที่จะขึ้นจากชินจูกุต้องไปถามที่ TIC ตอนที่ไปถึงออกประตูผิด ที่รู้เพราะออกมาแล้วไม่เจอกับท่ารถบัส เลยไปถามพนักงานรถไฟ เขาบอกแบบภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง(กว่าบ้านเรา) ว่าต้องไปออกอีกด้านนึง(ทางออกของสถานีรถไฟที่นี่จะแบ่งเป็นทิศมี 4 ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก) แล้วก็เดินไปบอกเพื่อนพนักงานให้ช่วยออกใบเข้าชั่วคราวให้หน่อย
มีนักท่องเที่ยวออกผิดทาง แล้วต้องรีบไปคาวากุชิโกะ ก็เลยได้ใบอย่างที่เห็นนี่แหล่ะมา จากนั้นไปถามทาง TIC ปรากฏว่า TIC ของที่นี่พูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องครับ เลยต้องไปถามเอาตามป้ายรถเมล์ ก็ได้รับความช่วยเหลือในการดูและแจ้งเวลารถออกให้
จึงทราบว่ามีเวลาเหลือประมาณครึ่งชั่วโมงรถจะออก เลยไปสำรวจร้านรวงแถวนั้นกับพี่สาว และพบว่าร้านฟูจิย่าที่ญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาก มีอยู่ทั่วไปหมด ในขณะที่บ้านเรากลับมีแค่เพียงตามร้านสะดวกซื้อบางร้านเท่านั้นเอง
แต่ร้านยามาซากิ ที่มีทั่วไปหมดในบ้านเราที่นั่นกลับมีเฉพาะเมืองเท่านั้นเอง เมืองมิชิมะ จะมีชื่อเสียงในเรื่องของวาซาบิ
เพราะถ้าไปตามร้านต่าง ๆ จะเห็นขนมที่ทำจากวาซาบิเต็มไปหมดเลย
และนี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าวาซาบิ เป็นที่นิยมทานกันในแถบคันโตหรือภาคกลางของญี่ปุ่น
พอได้เวลารถออกก็ขึ้นรถไปกับเลย อย่างที่บอกว่าต้องนั่งรถ 2 ชั่วโมงซื่งถ้านั่งในเวลากลางวันคงจะไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ แต่นี่นั่งตอนกลางคืนจึงค่อนข้างจะน่าเบื่อ เพราะไม่มีอะไรจะดูมันมืดไปหมดเลย ค่ารถจากสถานีมิชิมะไปคาวากุชิโกะประมาณ 2130 เยน
ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง สำหรับวิธีในการดูอัตราค่าโดยสารให้ดูว่าเราขึ้นมาช่วงที่เท่าไหร่ของตาราง จนถึงที่หมายให้ดูว่าช่วงที่เราขึ้นนั้นค่าโดยสารเป็นเท่าไหร่ อย่างเช่น ผมขึ้นที่ช่วงที่ 1 ผมก็ดูแต่ช่องช่วงที่ 1 จนถึงสถานีรถไฟคาวากุชิโกะ อัตราค่าโดยสารในช่องช่วงที่ 1 เป็น 2130 เยน ผมก็จ่ายไป 2130 เยน สถานีรถไฟคาวากุชิโกะ เป็นทั้งสถานี้รถไฟและสถานีรถโดยสารประจำเมืองนี้ ตอนไปถึงเป็นเวลา 3 ทุ่ม การทานอาหารจึงต้องฝากไว้กับ 7-11 อุณหภูมิประมาณ 2.5-3 องศา
โรงแรมที่พักในครั้งนี้คือ Kawaguchi-ko Staton Inn อยู่ตรงข้ามกับสถานีเลย
ต้องสังเกตุดี ๆ ไม่งั้นเลยเอาง่าย ๆ โรงแรมจะอยู่ข้าง ๆ ธนาคาร หรือสังเกตุจากร้านคอฟฟี่ช็อปข้างโรงแรม จะเป็นของโรงแรมเอง โรงแรมนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น โดย ชั้นใต้ดินจะเป็นประมาณที่ให้เช็คเน็ตและมีชุดกิโมโนให้ใส่ถ่ายรูปกัน ชั้น 1 เป็นล็อบบี้กับคอฟฟี่ช็อป ชั้น 2-3 เป็นที่พัก
ชั้น 4 เป็นที่อาบน้ำแยกห้องชายหญิง
ปิด 4 ทุ่ม ถ้าอาบดึกกว่านั้นมีห้องอาบน้ำรวมแบบเวสเทิร์น(ฝักบัว)ให้อาบได้ตลอด
และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หลังจากเอาของไปเก็บที่โรงแรมให้พ่อกับแม่พักผ่อนอาบน้ำ ส่วนผมกับพี่สาวก็ออกไปหาเสบียง ทานเสร็จก็อาบน้ำนอนล่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะฟูจิ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น