Japan Trip ท่องแดนพระอาทิตย์
การเดินทางมักนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้เราเสมอ
วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557
Takayama (Takayama,Japan)
Takayama (ทากายามะ)
ทา กายามะหรือฮิดะทากายามะ เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเขาตามชื่อเมืองทากายามะที่แปลว่า "ภูเขาสูง" สภาพอากาศค่อนข้างเย็น ยิ่งตอนที่ไปฝนกำลังตกหน่อย ๆ ด้วย จึงทำให้เย็นกว่าปกติ หลังจากที่มาถึงก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ตู้ฝากกระเป๋า
แล้ว ไปถามถึงเวลาของรถเมล์ที่วิ่งไปชิราคาวะโกะ เพื่อชมบ้านสไตล์ญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ได้ทราบคือรถเมล์คันต่อไปที่จะไปชิราคาวะโกะนั้นเพิ่งออกไปต่อ หน้าต่อตานี่เอง ไม่ทันซะแล้ว ถามว่าคันต่อไปออกเมื่อไหร่ ก็ได้ทราบว่าคันต่อไปออกค่อนข้างที่จะเย็น เมื่อรวมเวลาที่ต้องนั่งรถเมล์ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วให้กลับมาเที่ยวสุดท้ายก็คงจะไม่ทันเที่ยว จึงเปลี่ยนกำหนดการใหม่เป็นวันพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน ส่วนวันนี้ไปเที่ยวในเมืองทากายามะแล้วกัน แต่ก่อนจะไปต้องทำให้ท้องตึงซะก่อน เลยทานร้านข้าง ๆ สถานี
เป็นร้านหยอดเหรียญเหมือนที่เมืองฮิเมจิ
เลือกก๋วยเตี๋ยว(ขอใช้คำนี้ละกัน เพราะแยกอาหารชนิดเส้นของญี่ปุ่นไม่ออก มีทั้งอุด้ง ราเมง โซบะ ฯ กันพลาด เรียกมันก๋วยเตี๋ยวนี่ล่ะ)
แล้วก็มีอะไรใส่ไม้มาให้ไม่รู้ ตอนแรกนึกว่าเป็นโมจิปิ้งแบบที่เกียวโต
แต่พอกิน อ้าว! แป้งนี่หว่าแป้งจริง ๆ เอาแป้งมาเสียบไม้ย่าง ทาอะไรด้วยไม่รู้ ไม่อร่อยเลย
ถ้าไปหาทานร้านในเมืองอาจจะอร่อยกว่านี้ สรุปเป็นอาหารที่ไม่อร่อยในทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ เมืองทากายามะเป็นเมืองที่เงียบ
น่าอยู่ ไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองที่มีขนาดใหญ่
เพราะอยู่ในเขตเขา จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชอบอะไรฟู่ฟ่า และความเงียบสงบ เดินไปได้ซักหน่อยก็เจอกับร้านนึง
จึงถ่ายภาพเก็บไว้ หลังจากดูรายการอาหารจึงทราบว่าเป็นร้านคอฟฟี่ชอพ
จัดร้านสวยเชียว ภายในเมืองจะมีร้านขายของฝากเต็มไปหมด
เดินไปก็เจอกับตู้ขายถ่านไฟฉาย
ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ทิ้งอะไรเลยนะ อย่างกล้องประเภทใช้ฟิล์ม ที่อื่นอาจจะเปลี่ยนเป็นใช้ดิจิตอลกับหมด แต่ที่ญี่ปุ่นจะยังเห็นคนใช้กล้องประเภทนี้กันอยู่ และร้านที่รับล้างรูปทุกร้านก็ยังคงรับล้างฟิล์มกันอยู่ทั้งนั้น ถ่านไฟฉายก็เช่นกัน คนอื่นอาจจะเปลี่ยนเป็นถ่านชาร์ตบ้าง ใช้แบตเตอรี่บ้าง แต่ที่นี่ก็ยังมีการใช้ถ่านแบบใช้แล้วทิ้งอยู่
เดินตามตรอกซอกซอยด้วยสัญชาตญาณของคนมั่ว
ก็มาเจอกับร้านขายไทยากิ ไทยากิเป็นขนมที่พิมพ์เป็นรูปปลาใส่ไส้ชอคโกแลต(ถ้าจำรสชาติไม่ผิดนะ)
จะต่างกับขนมมันจูตรงที่ขนมมันจูจะใส่ไส้เผือกหรือถั่วแดง ฝั่งตรงข้ามขายขนมเซมเบ้
ซื้อมาลองทานเพราะเห็นใคร ๆ ก็เข้าไปซื้อมาทาน แต่พอได้ทานรสชาติกลับไม่เป็นอย่างที่คิด มันเหนียวนะ
เดิน ไปเจอกับร้านขายสาเกเต็มเลย เขาจะเอาถึงสาเกที่บ่มได้ที่แล้วมาตั้งไว้หน้าบ้าน เชิญชวนให้เข้าไปชิมลิ้มรสกัน และสิ่งที่บอกว่าสาเกบ้านได้นี้ได้ที่แล้วก็คือลูกกลม ๆ ที่แขวนไว้หน้าบ้าน เขาเอาไว้บ่มสาเก พอได้ที่ก็จะเอามาแขวนไว้บนขอบหลังคาเพื่อประกาศว่าได้ที่แล้วจ้า
แต่ละร้านจะประดับหน้าร้านต่างกัน บางร้านก็มีแต่ถังสาเก บางร้านอย่างที่ผมไปเจอประดับหน้าร้านด้วยตุ๊กตา 12 นักสัตว์
เดินมาหน่อยก็เจอร้านขายของฝากอีกแล้ว ร้านนี้ขายของฝากแบบจุกจิกอย่างตุ๊กตาตัวแดงนี่ก็ของขึ้นชื่อที่นี่เลย
แต่ไม่รู้ว่าชื่ออะไรนะ แถมยังแพงอีกต่างหาก
เดินมาจนถึงสะพานแดง
สะพานอันเลื่องชื่อของที่นี่ ถัดไปก็เป็นจวนเจ้าเมืองสมัยก่อน
ต้องเสียตังค์ด้วย
ไม่เข้าดีกว่า ซูมเอาก็พอ
จากนั้นก็คิดว่าอากาศชักหนาวแล้วกลับไปหาพ่อกับแม่ และโทรหาโรงแรมที่จองไว้ดีกว่า เดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ
ก็เจอกับซุปเปอร์มาเก็ต
เลยเข้าไปหาผลไม้มาทานหน่อย แต่พอเข้าไปต้องตะลึงกับผักและผลไม้ ทำไมมันใหญ่ขนาดนี้(ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เลยเทียบกับหน้าตัวเองนี่ล่ะ)
พอ เที่ยวเสร็จก็โทรไปหาโรงแรมที่จองไว้คือโรงแรม Hagi Takayama(ฮางิ ทากายามะ) ซึ่งตอนจองทางโรงแรมบอกว่ารถของทางโรงแรมจะมารับได้ในตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไป แต่พอโทรไปทางโรงแรมกลับบอกว่าไม่มีการจองไว้ในชื่อนี้ ซึ่งทั้งสะกดก็หลายครั้ง คุยกับพนักงานก็หลายคน ก็ยังคงไม่มีชื่อที่จองไว้อยู่ดี เลยถามว่าแล้วพอมีห้องว่างไหม ทางโรงแรมก็บอกว่าไม่มีหรอก เต็มหมดแล้วหลังจากนั้นก็วางสาย แล้วลองคุยกับทาง TIC ของเมืองทากายามะว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น พอจะหาที่พักให้ได้ไหม ทางโรมแรมก็ดูใบตอบรับการจองที่ส่งเมล์มาให้ แล้วก็คุยกันประมาณว่าทำแบบนี้ได้ไง แย่มาก ไม่ดีเลย แล้วก็เอาใบรายชื่อโรงแรมที่อยู่ใกล้ ๆ และยังมีห้องว่างอยู่ให้เลือก โดยจะถามว่าต้องการห้องแบบไหน อาหารเช้าด้วยไหม ออนเซ็นด้วยหรือเปล่าอะไรทำนองนั้น พอให้ข้อมูลเสร็จก็โทรเช็คกับทางโรงแรมให้เลย น่ารักมาก(เจ้าหน้าที่นะ สวยด้วย อิ ๆ) ก็ปรากฏว่าว่างให้มาได้เลย โดยโรงแรมที่พักคือโรงแรม ACTI(แอคตี้)
เป็นโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีมากนัก
หากมีกระเป๋าหิ้วก็ถึงได้ในเวลา 10 นาที หากวิ่งก็ประมาณ 5 นาที ใกล้มาก ๆ เลย จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้รู้ว่า
อย่า วางใจอะไรเกินไป แม้ว่าจะมีการตอบรับที่แน่นอนแล้ว ก่อนเดินทางซักวันหรือ 2 วันก็ควรเช็คกับทางที่พักให้แน่ใจว่าเราได้ตามที่ตอบรับมาแน่ ๆ และเมื่อไปถึงญี่ปุ่นก็ควรจะโทรแจ้งเขาอีกทีว่าเรามาถึงที่ญี่ปุ่นแล้วนะ และจะไปถึงที่นั่นตามกำหนดการ นี่ไม่ได้เป็นการดิสเครดิตนะ แต่เป็นการบอกเล่าเพื่อความไม่ประมาท เพราะอาจจะไม่โชคดีมีโรงแรมมารองรับแบบผมมากนัก
พอเช็คอินเสร็จก็ถามเขาว่าข่าวพยากรณ์อากาศบอว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไงบ้าง เพราะข่าวพยากรณ์อากาศที่โน่นค่อนข้าจะแน่นอนมาก เรียกว่ามีช่องพยากรณ์อากาศประจำเมืองเลย บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาทีเลย เช่นตอนเช้าแดดออกตอน 6.30 น. แดดก็ออกตอนนั้นเลยนะ ฝนจะตกตอน 15.10 น. พอถึงเวลาฟ้าก็ครึ้ม มีฝนเล็กน้อยเลย เป็นแบบนั้นแหล่ะ เขาบอกว่าพยากรณ์บอกว่าพรุ่งนี้เช้าหิมะจะตก ผมกับพี่สาวทำหน้าตกใจเลย หิมะเนี่ยนะจะตก แต่ก็ไม่แน่เนอะ เพราะเย็นออกอย่างนี้ บอกพ่อกับแม่ก็งงว่าตกจริงอ่ะ จากนั้นก็ออกมาหาอะไรทานกัน ตอนแรกไปทานข้าวห่อไข่ราดซอส ที่เจอเมื่อตอนกลางวัน แต่พอไปถึงกลับปิดซะแล้ว ไปดูมากี่ร้านก็ปิดหมดเลย สุดท้ายท้ายที่สุดเลยลงที่ เบนโตะจากแฟมิลี่มาร์ท
กับ ผลไม้เมื่อตอนกลางวัน อ้อ! ร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นมีแทบทุกเมืองเลยนะ ที่มีประจำก็คือ 7-11 แฟมิลี่มาร์ท ลอร์สัน(Lawson) และ AM-PM แล้วแต่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อของเมืองอีกก็คือร้านสะดวกซื้อประจำเมืองน่ะแห ล่ะ ส่วนใหญ่จะมีในเมืองเล็ก ๆ ตอนขากลับ เจอโรงแรมนึงมีบ่อน้ำร้อนเล็ก ๆ ตั้งไว้หน้าโรงแรมด้วย เอาไว้ให้คนที่ผ่านไปมาถ้าหนาวก็เอาเท้าลงไปแช่ให้คลายหนาวแล้วค่อยไปต่อ ด้วย
ดีจัง กลับมาถึงห้องก็ตามเคยต้องถ่ายอาหารมาให้ดูกันว่าแต่ละวันกินอะไรน่าทานแค่ไหน
กับชุดยูกาตะแบบมีสายรัด ถ่ายคู่กับพี่สาว
ชุดยูกาตะที่โรงแรมที่ญี่ปุ่นมีให้ใส่จะมีอยู่ 2 แบบ
แบบมีสายผูก ชุดแบบนี้จะมีสายผูกให้ด้านในและริมเสื้อ เมื่อผูกแล้วก็จะไขว้กัน จะมีให้ใช้ในโรงแรมที่มีขนาดเล็ก
แบบมีสายคาด ชุดแบบนี้จะไม่มีสายให้ผูก แต่จะมีสายคาดอันใหญ่ให้คาดทับกันหลุด จะมีให้ใช้ในโรงแรมที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น